
“ชานมไข่มุก” ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ครองใจใครหลายคน แม้ในช่วงที่ผ่านมา กระแสชาไทยและมัทฉะจะมาแรง แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยก็ยังชื่นชอบชานมไข่มุก และต่อให้เทรนด์สุขภาพจะได้รับความนิยมแค่ไหน หลายคนก็ยังขอประนีประนอม จากเดิมที่เคยสั่ง “หวานร้อย” ก็ปรับมาเป็น “หวานน้อย” เพื่อให้ยังได้ดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดแบบสบายใจขึ้น
KAMU KAMU แบรนด์ชาสัญชาติไทย เปิดเผยอินไซต์ที่น่าสนใจว่า ตลาดชาในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ขณะที่หากเจาะลงมาเฉพาะตลาดชานมไข่มุก จะพบว่ามีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ชานมไข่มุก” ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีผู้บริโภครองรับชัดเจน ขณะเดียวกัน ขนาดตลาดที่ใหญ่ก็ย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่รุนแรง จนแทบเรียกได้ว่าเป็น Red Ocean ไปแล้ว
ในสนามนี้ มีผู้เล่นหลากหลายสัญชาติเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ทั้งแบรนด์ต้นตำรับจากจีนและไต้หวัน รวมถึงแบรนด์ไทยที่ต้องหาจุดต่างของตัวเองเพื่อให้ยืนระยะได้ในระยะยาว
บทความนี้ SPOTLIGHT จึงอยากพาไปไขเคล็ดลับการอยู่รอดและเติบโตของ KAMU KAMU แบรนด์ชาสัญชาติไทยที่ยืนหยัดในตลาดมาได้นานกว่า 15 ปี ทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านแก้วต่อเดือน และตั้งเป้าในอีก 3 ปีข้างหน้า ขยายสู่ 300 สาขา พร้อมดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท
แบรนด์ KAMU KAMU หรือ “คามุ คามุ” มีจุดเริ่มต้นจากคุณทินกฤต สินทัตตโสภณ หนุ่มวิศวะจบใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก่อนจะมีโอกาสได้เรียนรู้สูตรการชงชาจากจีนและญี่ปุ่นโดยบังเอิญ
คุณทินกฤตเล่าว่า จริงๆ แล้วตัวเขาเองไม่ได้เป็นคนชอบดื่มชานมไข่มุกด้วยซ้ำ แต่ในเวลานั้นเขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะตลาดชานมยังมีคู่แข่งไม่มาก ประกอบกับมีหมอดูทักว่า “ดวงชง” จึงเกิดไอเดียแบบขำๆ ว่า หากได้ทำธุรกิจ “ชงชา” จากสูตรที่ได้เรียนรู้มาจากต้นตำรับ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
นั่นจึงกลายเป็นที่มาของการเปิดร้าน KAMU KAMU สาขาแรกที่ Interchange ในปี 2554 หรือเมื่อราว 15 ปีที่แล้ว
คุณทินกฤตเล่าต่อว่า การที่ KAMU KAMU ยืนระยะมาได้จนถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการรักษา DNA ของแบรนด์ให้ชัดเจนและเสมอต้นเสมอปลาย ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับตัวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพราะแม้ KAMU KAMU จะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานาน แต่ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ “เก่า” ตามอายุ
สำหรับ DNA ของแบรนด์ KAMU KAMU คุณทินกฤตเล่าว่าประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่
1. Genuine : ความจริงใจ
แบรนด์ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี และทำสดใหม่ที่ร้านทุกวัน
2. Passionate : ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ
ทุกเมนูถูกพัฒนาด้วยความใส่ใจ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
3. Playful : ความสนุกสนาน
ไม่ใช่แค่ขายเครื่องดื่ม แต่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านบริการ
4. Dynamic : การโอบรับการเปลี่ยนแปลง
ในตลาดที่เทรนด์เปลี่ยนเร็ว แบรนด์ต้องปรับตัวให้ทัน ทั้งเมนู รสชาติ และพฤติกรรมผู้บริโภค
ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกเครื่องดื่มมากมาย KAMU KAMU ยังสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1 ล้านแก้วต่อเดือน โดยหนึ่งในจุดแข็งสำคัญคือการวางตำแหน่งด้าน “ราคา” ให้เป็นเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ และสามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบัน ลูกค้าของ KAMU KAMU มีความถี่ในการบริโภคเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ยราว 80 บาท สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มตามกระแส แต่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวันของผู้บริโภคได้จริง ในฐานะเครื่องดื่มคุณภาพที่ยังอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้
ที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจในปัจจุบันจะยังท้าทาย และผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยอดขายของ KAMU KAMU ในไตรมาสแรกปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยกลุ่มเครื่องดื่มชามีอัตราการเติบโตถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าการเติบโตของหมวดเครื่องดื่มโดยรวมของแบรนด์ที่อยู่ที่ 10%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ชา” ยังเป็นหมวดสินค้าที่มีศักยภาพสูง เพราะตอบโจทย์ทั้งรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และกำลังซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้ตลาดและภาวะเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความท้าทาย
สำหรับแผนดำเนินธุรกิจในอนาคต KAMU KAMU ตั้งเป้าก้าวสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท และขยายสาขาให้ครบ 300 แห่งภายใน 3 ปี โดยการเติบโตครั้งนี้จะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
แม้ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ KAMU KAMU จะยังเป็นผู้บริโภค Gen Y แต่แบรนด์ก็เริ่มขยับเข้าหากลุ่ม Gen Z มากขึ้น โดยดึง “ฟอส-จิรัชพงศ์ ศรีแสง” และ “บุ๊ค-กษิดิ์เดช ปลูกผล” มาช่วยถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูสดใส สนุก และเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น