Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ค่าเงินเอเชียอ่อนถ้วนหน้า น้ำมันพุ่งจ่อกระทบเศรษฐกิจ เสี่ยงเงินเฟ้อ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ค่าเงินเอเชียอ่อนถ้วนหน้า น้ำมันพุ่งจ่อกระทบเศรษฐกิจ เสี่ยงเงินเฟ้อ

6 มี.ค. 69
13:34 น.
แชร์

ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กำลังสร้างแรงขายในตลาดการเงินในเอเชีย การโจมตีที่ขยายวงกว้างในตะวันออกกลางยิ่งเพิ่มระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้ตลาดกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เริ่มกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกจึงเริ่มเข้าสู่โหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off) อย่างรวดเร็ว นักลงทุนจำนวนมากทยอยถอนเงินออกจากสกุลเงินเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค ก่อนโยกเงินไปถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ หลังจากเกิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สกุลเงินเอเชียโดยรวมอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็เผชิญกับความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย

ค่าเงินเอเชียอ่อนค่า นักลงทุนแห่ถือดอลลาร์-ทองคำ

ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านความเคลื่อนไหวในตลาดเงินเอเชีย โดยค่าเงินวอนของเกาหลีใต้เคยอ่อนค่าทะลุระดับ 1,500 วอนต่อดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์นี้ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2552 และถือเป็นระดับที่สะท้อนแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออกอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงมากกว่า 2%

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งโดยปกติถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัย ก็อ่อนค่าลงราว 1% ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้การขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นขยายตัว เนื่องจากญี่ปุ่นยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ปัจจัยดังกล่าวทำให้สถานะ “safe haven” ของเงินเยนเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น

ล่าสุดในช่วงเช้าวันศุกร์ ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า โดยซื้อขายต่ำลงราว 0.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ทาคาฮิเดะ คิอุจิ นักเศรษฐศาสตร์บริหารของ Nomura Research Institute ให้ความเห็นว่า หากความขัดแย้งกับอิหร่านยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า นอกจากนี้ เขายังระบุว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ มีแนวโน้มจะกดดันให้ BOJ หลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากความเสี่ยงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจเผชิญภาวะชะลอตัวมากขึ้น

แรงขายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น สกุลเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เผชิญแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สิงคโปร์ บาทไทย เปโซฟิลิปปินส์ รูเปียห์อินโดนีเซีย และริงกิตมาเลเซีย ซึ่งต่างเผชิญแรงขายจากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ลดลงแล้วเกือบ 2%

นักวิเคราะห์จำนวนมากชี้ว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น สกุลเงินที่มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐและฟรังก์สวิส มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ในขณะที่สกุลเงินตลาดเกิดใหม่และสกุลเงินที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

ลอยด์ ชาน นักวิเคราะห์ค่าเงินอาวุโสจาก MUFG Global Markets Research ในสิงคโปร์ ระบุว่า สกุลเงินในเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และบรรยากาศการลงทุนที่เสื่อมลงทั่วโลก

เขาชี้ว่า กรณีของค่าเงินริงกิตมาเลเซียถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เนื่องจากมาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ และก่อนหน้านี้ค่าเงินริงกิตมีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยังคงอ่อนค่าลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสกุลเงินในภูมิภาคมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลกมากเพียงใด

ชานระบุเพิ่มเติมว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดเงินเอเชียสะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่เปราะบาง และความไม่แน่นอนของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง

ราคาน้ำมันพุ่ง-ตลาดหุ้นผันผวน กดดันเศรษฐกิจเอเชีย

นอกจากตลาดเงินแล้ว ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลยังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและตลาดทุนทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานของตลาดโลก ปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานได้เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Reuters เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านนั้น “มีความสำคัญมากกว่าการที่ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย”

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเผชิญความผันผวนอย่างมาก หลังจากถูกเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า ตลาดหุ้นบางแห่งฟื้นตัวในวันพฤหัสบดี แต่การฟื้นตัวดังกล่าวอยู่ได้เพียงระยะสั้น

เช้าวันศุกร์ ดัชนี Nikkei Stock Average ของญี่ปุ่นเคยร่วงลงมากกว่า 700 จุด หรือประมาณ 1.4% ก่อนจะลดช่วงขาดทุนลง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับระดับเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นได้ปรับลดลงมากกว่า 4,300 จุดแล้ว

ในวันเดียวกัน ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้และดัชนีตลาดหุ้นหลักของออสเตรเลียต่างเคลื่อนไหวในแดนลบ สะท้อนแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอลงทั่วโลก

ในตลาดตราสารหนี้ แม้โดยปกติแล้วเงินทุนที่ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง แต่ในครั้งนี้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี กลับมีราคาปรับลดลงและอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 4% เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะผลักดันเงินเฟ้อ ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาพันธบัตร

มาร์ติน ฟาน ฟลีต นักกลยุทธ์ตราสารหนี้จาก Robeco ระบุว่า ตลาดสินเชื่อมีการปรับราคาความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเป็นไปอย่างมีระเบียบ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยรวมมากกว่าจะเป็นสัญญาณของความตึงเครียดเชิงระบบ

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ความเสี่ยงมหภาคที่สำคัญในระยะต่อไปอยู่ที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะหากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งทางทะเลยืดเยื้อ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อและนโยบายเศรษฐกิจในวงกว้าง

นักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจเอเชียที่มีรายได้สูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง พึ่งพาการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนสูง จึงมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

พวกเขาระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นจะผลักดันทั้งเงินเฟ้อผู้บริโภคและเงินเฟ้อผู้ผลิต ซึ่งอาจบังคับให้ธนาคารกลางต้องชะลอวงจรการลดอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นยังจะทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าอ่อนแอลง และเมื่อการนำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น การไหลออกของเงินทุนก็อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันให้สกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่าลงต่อไป ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญทั้งเงินเฟ้อสูงและการเติบโตที่ชะลอตัวพร้อมกันในระยะข้างหน้า

อ้างอิง: Nikkei Asia

แชร์
ค่าเงินเอเชียอ่อนถ้วนหน้า น้ำมันพุ่งจ่อกระทบเศรษฐกิจ เสี่ยงเงินเฟ้อ