
ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนกระทบต่อการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์หลักทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงจากการที่นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางทหารอาจลุกลามและกระทบเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก
ความผันผวนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดทุนโลกมีความเปราะบางอยู่แล้วจากหลายปัจจัย ทั้งความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กดดันหุ้นเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่เริ่มปรากฏในตลาดสินเชื่อเอกชน และระดับมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนจึงจับตาผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐเพิ่งเผชิญการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงประมาณ 1.3% ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐอ่อนตัวลงราว 0.6% แม้การปรับตัวลงจะลดความรุนแรงลงจากช่วงเปิดตลาดหลังมีสัญญาณทางการเมืองที่ช่วยคลายความกังวลบางส่วน
หลังการโจมตีตอบโต้กับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ New York Times ว่า เขาเปิดกว้างต่อการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน หากผู้นำคนใหม่ของอิหร่านมีแนวทางที่ยืดหยุ่นและพร้อมเจรจา ขณะเดียวกัน Wall Street Journal รายงานว่า อิหร่านกำลังพยายามผลักดันการเจรจากับสหรัฐอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาดหลัก ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นสูงสุดถึงประมาณ 13% ในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วน การปรับตัวครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน และสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดพลังงานโลก
จุดศูนย์กลางของความกังวลคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดคอขวดด้านพลังงาน” ของระบบเศรษฐกิจโลก หากการขนส่งถูกขัดขวางหรือหยุดชะงัก ย่อมมีศักยภาพที่จะผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทั่วโลกให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลสัญญาณดิจิทัลเกี่ยวกับการเดินเรือระบุว่า ปัจจุบันการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง ขณะที่มีรายงานว่าเรืออย่างน้อยสามลำถูกโจมตีใกล้ปากอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลของตลาดว่าปริมาณอุปทานน้ำมันโลกอาจตึงตัวมากขึ้น
Bloomberg Economics ประเมินว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า แม้จะยังไม่มีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่ความเป็นจริงคือเรือจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเท่ากับทำให้ภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวขึ้นโดยปริยาย และสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ให้เศรษฐกิจโลก
ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว นักลงทุนจำนวนมากเริ่มปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง โดยหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1% มาอยู่ที่ราว 5,335 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ลดช่วงบวกลง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐก็ปรับลดกำไรที่เคยเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการซื้อขาย
นักวิเคราะห์ตลาดจำนวนหนึ่งมองว่า แม้ราคาพลังงานจะพุ่งขึ้นแรงตามที่คาดการณ์ แต่สินทรัพย์อื่น ๆ ยังไม่ได้แสดงสัญญาณตื่นตระหนกในวงกว้าง หลายตลาดปรับตัวกลับจากระดับสุดขั้วในช่วงเปิดการซื้อขาย ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยังคงประเมินว่าความขัดแย้งอาจยังอยู่ในวงจำกัด
อดัม เฮตส์ หัวหน้าฝ่าย Multi-Asset ระดับโลกของ Janus Henderson ระบุว่า ตลาดกำลังตั้งสมมติฐานว่าความขัดแย้งครั้งนี้ยังอยู่ในขอบเขตจำกัด และผลกระทบต่อการลงทุนโดยรวมยังสามารถบริหารจัดการได้ เว้นแต่สถานการณ์จะยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมชี้ว่าในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูง การกระจายการลงทุนและมุมมองระยะยาวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าไม่ควรรีบเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง แม้นักลงทุนจะคุ้นชินกับเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มักคลี่คลายอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากเกิดการสูญเสียของฝ่ายสหรัฐ การโจมตีผู้นำอิหร่าน หรือการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อเจย์ ราจัธยักษะ ประธานฝ่ายวิจัยระดับโลกของ Barclays ระบุว่า อัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในตลาดหุ้นยังไม่จูงใจมากพอสำหรับการเข้าซื้อในช่วงนี้ โดยมองว่าหากตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมากพอ เช่น ดัชนี S&P 500 ลดลงมากกว่า 10% จึงอาจเป็นจังหวะที่เหมาะสมกว่าในการเข้าซื้อ
ในอีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังซ้ำเติมความกังวลเดิมของตลาด ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันจากกระแสที่ถูกเรียกว่า “AI scare trade” ซึ่งเกิดจากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อธุรกิจหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ประเด็นในตลาดสินเชื่อเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของบริษัทเทคโนโลยี ก็เริ่มสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังเพิ่มแรงกดดันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
นักวิเคราะห์ตลาดชี้ว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ก็อาจทำให้บทบาทของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะแม้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจะกดให้อัตราผลตอบแทนลดลง แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้ออาจผลักดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้นในอีกด้านหนึ่ง
ภายใต้ความเสี่ยงใหม่จากตะวันออกกลาง ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากจึงเริ่มลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มูลค่าหุ้นและสินทรัพย์เครดิตทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง
เดค มัลลาร์คีย์ กรรมการผู้จัดการของ SLC Management ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินมีความเปราะบางอยู่แล้ว นักลงทุนกำลังเพิ่มระดับความระมัดระวังมากขึ้น และหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพลังงาน ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นมากขึ้นเมื่อผู้ลงทุนลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ประเมินว่า ดัชนี SET มีแนวโน้มปรับตัวอ่อนตัวลง ในการเปิดการซื้อขายเวลา 10.00 น. เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนเริ่มเข้าสู่ภาวะ Risk-off หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง แม้มีแนวโน้มยืดเยื้อในระยะหนึ่ง แต่ยังไม่คาดว่าจะลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ตลาดยัง ขาดปัจจัยบวกใหม่ หลังผ่านช่วงการประกาศผลประกอบการไปแล้ว ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศถูกสะท้อนไปในระดับมากแล้ว อีกทั้ง Valuation ของตลาดเริ่มตึงตัวเมื่อเทียบกับแนวโน้มกำไร และเนื่องจากวันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดทำการของตลาด จึงมีโอกาสเห็นแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น
ในเชิงเทคนิค คาดว่าดัชนีมีโอกาส อ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,490-1,480 จุด หากยังสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ภาพรวมทางเทคนิคยังไม่เสียหายมากนัก ขณะที่ แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1,510-1,520 จุด
ในภาพรวมของตลาดโลก INVX มองว่า สินทรัพย์เสี่ยงกำลังเผชิญแรงกดดันและความผันผวนสูง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาทองคำและโลหะเงินปรับตัวขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก
INVX ประเมินว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อแต่ไม่ขยายวงกว้าง ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลงประมาณ 50-75 จุด หรือราว -3% ถึง -5% อิงจากสถิติในอดีตของเหตุการณ์ลักษณะใกล้เคียง เช่น สงครามอิสราเอล–ฮามาสในปี 2566 โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลว่าต้นทุนพลังงานอาจทรงตัวในระดับสูง
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้า ได้แก่
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำ ปรับพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ควบคู่กับการเลือกเก็งกำไรในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่
1. หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อป้องกันความเสี่ยง (Hedging) พอร์ตลงทุนตามราคาน้ำมันที่คาดจะปรับขึ้นและทรงตัวสูง
2. หุ้นกลุ่มเดินเรือ ได้แก่ PSL TTA RCL PRM ซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น เนื่องจากหากเส้นทางเดินเรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อเลี่ยงตะวันออกกลาง ระยะเวลาเดินเรือจะนานขึ้น ทำให้อุปทานเรือขาดแคลน
3. หุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง หากราคาปรับลงแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน หรือ เมื่อดัชนีย่อตัวลงมาใกล้แนวรับที่ 1480/1460 จุด ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG
4. หุ้นต่างประเทศที่ได้ผลบวก ได้แก่ กลุ่ม defense อาทิ RTX LHX LMT ส่วนกองทุน ได้แก่ DAOL-DEFENSE, ETF เทียบเคียง Global X Defense Tech ETF (SHLD)
5. กองทุนทองคำ ได้แก่ K-GOLD-A(A), ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)
อ้างอิง: Bloomberg