
ตลาดรถยนต์โลกกำลังเบนเข็มอย่างชัดเจน เมื่อโตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกประกาศแผนเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฮบริดทั่วโลกราว 30% ภายในปี 2028 ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) หลังจากที่หลายประเทศทยอยลดแรงจูงใจด้านภาษีและเงินอุดหนุน EV ลง
ตามการรายงานของนิกเคอิเอเชีย (Nikkei Asia) ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวที่เป็นซัพพลายเออร์ของโตโยต้าระบุว่า โตโยต้าคาดการณ์ว่าจะผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ 6.7 ล้านคันในปี 2028 เพิ่มขึ้นจากแผนการผลิตรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดรวมกัน 5 ล้านคัน ในปี 2026 ซึ่งการผลิตที่เพิ่มขึ้น 30% นี้ ถือว่าสูงกว่าการเติบโตของการผลิตรวมของโตโยต้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 10% ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนรถยนต์ไฮบริดขยับจาก 50% ขึ้นไปอยู่ที่ราว 60% ของการผลิตรวม 11.3 ล้านคันที่โตโยต้าตั้งเป้าจะผลิตในปี 2028
รถยนต์ไฮบริดซึ่งผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ สามารถตอบโจทย์ด้านการประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีกว่ารถยนต์น้ำมันแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ความต้องการในตลาดขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคารถยนต์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเริ่มถูกตัดลดลง
ในสหรัฐฯ รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้เดินหน้ายกเลิกนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าหลายด้านที่เคยเริ่มไว้ในสมัยของโจ ไบเดน (Joe Biden) รวมถึงการยุติสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีด้วยการยกเลิกแผนห้ามจำหน่ายรถยนต์สันดาปใหม่ในปี 2035 ทำให้แรงผลักดันไปสู่ยุค EV ชะลอลงอย่างชัดเจน
ในบริบทแบบนี้ โตโยต้าจึงรุกขยายการผลิตรถไฮบริดในสหรัฐฯ ซึ่งรถยนต์ไฮบริดรุ่นยอดนิยมอย่าง Camry และกระบะ Tacoma มียอดขายที่แข็งแกร่งมาก โดยในปี 2025 บริษัทมียอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 8% อยู่ที่ 2.51 ล้านคัน
นอกจากนี้ โตโยต้ายังประกาศแผนลงทุน 1.5 ล้านล้านเยน (ราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในสหรัฐฯ ตลอดช่วงห้าปีข้างหน้า โดยระยะแรกจะใช้เงินลงทุน 140,000 ล้านเยน เพื่อผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วนไฮบริดในโรงงาน 5 แห่ง เพื่อขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ โตโยต้าเพิ่งเปิดตัวรถยนตเอนกประสงค์ RAV4 เวอร์ชันไฮบริดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และเตรียมเดินสายการผลิตรถยนต์ซีดาน Corolla แบบไฮบริดที่โรงงานในรัฐมิสซิสซิปปีหลังปี 2028
ข้อมูลของโตโยต้าและบริษัทวิจัยโกลบอลดาตา (GlobalData) ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 โตโยต้าครองส่วนแบ่งการตลาดรถไฮบริดทั่วโลกสูงถึง 58% ขณะเดียวกัน GlobalData ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลก โดยประเมินว่าผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดรวมกันถึง 29 ล้านคันในปี 2030 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมเมื่อปีก่อน 2.8 ล้านคัน
ยุทธศาสตร์ของโตโยต้าสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์โลกอย่างชัดเจน เมื่อผู้ผลิตรถยนต์เบอร์ใหญ่หันกลับมาให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีไฮบริดมากขึ้น ในขณะที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเผชิญกับแรงกดดันด้านความต้องการซื้อที่ลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่สุดของโลกจากจีนที่ยอดขายหดตัวมาแล้วห้าเดือนติดต่อกัน สะท้อนว่าความต้องการรถรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนช่วงหลายปีก่อน
แนวโน้มนี้ยังเห็นได้จากการปรับกลยุทธ์ของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆ อย่าง ฟอร์ด มอเตอร์ (Ford Motor) ที่เริ่มถอยจากการพัฒนาและผลิตรถ EV ในหลายรุ่นหลัก และเตรียมบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 19,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปีงบการเงิน 2027 ส่วนเจนเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) ก็มีการปรับโครงสร้างสายการผลิต EV ใหม่ และหันไปร่วมมือกับฮุนได มอเตอร์ (Hyundai Motor) ของเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดร่วมกัน ขณะที่โฟล์กสวาเกน (Volkswagen) ก็เตรียมเปิดตัวระบบขับเคลื่อนไฮบริดเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ซึ่งคล้ายกับของ Toyota Prius
แม้แต่เทสลา (Tesla) ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ในสหรัฐฯ ยังต้องประกาศยุติการผลิตรถรุ่นพรีเมียมอย่าง Model S และ Model X เมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมเตรียมปรับปรุงโรงงานในแคลิฟอร์เนียเพื่อเปลี่ยนไปผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แทน หลังจากยอดขายในปีที่ผ่านมาลดลง 9% เหลือเพียง 1.63 ล้านคัน
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะชะลอตัวลง แต่ GlobalData ยังคงคาดการณ์ว่ารถ EV จะมีสัดส่วนเป็น 29% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2030 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 16% ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม เส้นทางไปสู่ตัวเลขคาดการณ์นั้นเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น และเป็นการเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีไฮบริดกลับมามีบทบาทสำคัญในฐานะตัวเลือกหลักของตลาด