
เมื่อกล่าวถึงสินค้า “Made in China” ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดไทยด้วยอัตราภาษีต่ำ หลายคนอาจนึกถึงรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง การเปิดตลาดครอบคลุมสินค้าในวงกว้าง ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แผงโซลาร์เซลล์ เครื่องจักร เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และผลไม้ ไปจนถึงแบตเตอรี่ รองเท้า ของเล่น และเหล็กบางประเภท
ในทางกฎหมาย สิทธิพิเศษทางภาษีดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความตกลงการค้าเสรีไทย-จีนแบบทวิภาคีโดยตรง แต่มาจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA ซึ่งฉบับดั้งเดิมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 (โดยมีสินค้ากลุ่มผักและผลไม้เป็นสินค้านำร่องตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2446/2546) และมีการปรับปรุงพิธีสารต่าง ๆ เรื่อยมา เช่น ฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 โดยการยกระดับใหม่เป็น ACFTA 3.0 นั้น อยู่ระหว่างผลักดันให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569 นี้
ข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันไทยและจีนยกเลิกภาษีระหว่างกันแล้วมากกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะเดียวกัน มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นจาก 15,257 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2547 เป็น 147,338.53 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 หรือขยายตัวเป็นประมาณ 9.7 เท่า
ภายใต้โครงสร้างการค้าที่เปิดกว้างขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ได้มีเพียงสินค้าสำเร็จรูปที่วางขายแก่ผู้บริโภค แต่ยังรวมถึงเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากจีน ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต้นทุนของภาคการผลิตไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม การค้าที่ขยายตัวมาพร้อมกับการขาดดุลของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดปี 2568 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 67,892.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.75 จากปี 2567 ซึ่งขาดดุลอยู่ที่ 45,337.37 ล้านดอลลาร์ นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แนวโน้มดังกล่าวยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับจีนมีมูลค่ารวม 74,140.40 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 18,754.32 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้า 55,386.08 ล้านดอลลาร์ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ และเหล็กกล้า
ความเข้าใจว่า “รถยนต์จีนเข้าไทยไม่เสียภาษี” ต้องแยกตามประเภทและพิกัดสินค้า รถยนต์ไฟฟ้าล้วนบางพิกัด เช่น รถซีดานไฟฟ้าในกลุ่ม HS 8703.80 สามารถใช้สิทธิยกเว้นอากรภายใต้ ACFTA ได้ แต่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์บางประเภทยังมีอัตราอากรถึงร้อยละ 50
กล่าวอีกนัยหนึ่ง FTA ไม่ได้ให้สิทธิแก่ “รถยนต์” ทั้งหมวด แต่พิจารณาจากรหัสพิกัด ลักษณะทางเทคนิค และถิ่นกำเนิดของสินค้า หลักการเดียวกันนี้ใช้กับสินค้าจีนทุกประเภทที่ส่งเข้ามาในไทย
เมื่อพิจารณาตารางอัตราอากร ACFTA ของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จะพบว่าสินค้าจากจีนจำนวนมากสามารถขอยกเว้นอากรขาเข้าได้ ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่
ในส่วนของสินค้าเกษตร ไทยและจีนเริ่มลดภาษีผักและผลไม้ในพิกัด 07-08 เหลือศูนย์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ภายใต้โครงการ Early Harvest ส่งผลให้ผลไม้เมืองหนาวจากจีนสามารถเข้าสู่ตลาดไทยด้วยต้นทุนภาษีต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน สินค้าเทคโนโลยีที่ใช้สิทธิ ACFTA ไม่ได้มีเพียงโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์และส่วนประกอบในห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจร อุปกรณ์ตัดต่อและป้องกันวงจร เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า หม้อแปลง และวงจรพิมพ์
ผลของ FTA จึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะราคาสินค้าหน้าร้าน แต่แทรกอยู่ในต้นทุนของโรงงาน อาคาร ระบบสื่อสาร ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และสายการผลิตของไทยด้วย
สินค้าบางรายการไม่ได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด แต่ถูกลดอัตราเหลือร้อยละ 1-5 ซึ่งยังถือว่าต่ำและช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจีน ตัวอย่าง ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดสินค้าจีนจึงแข่งขันด้านราคาได้ในหลายตลาด ตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือน ธุรกิจพลังงาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิต
อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีไม่ได้กำหนดจากชื่อสินค้าในภาษาทั่วไป เช่น “รองเท้า” “แบตเตอรี่” หรือ “เครื่องใช้ไฟฟ้า” แต่กำหนดจากพิกัดศุลกากรระดับย่อย รวมถึงวัสดุ ขนาด กำลังไฟ และวัตถุประสงค์การใช้งาน สินค้าในกลุ่มเดียวกันจึงอาจเสียภาษีไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ การมีชื่อสินค้าอยู่ในตาราง 0% ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชิ้นที่ส่งออกจากจีนจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายประการ
อีกประเด็นที่ต้องแยกจากสิทธิ FTA คือการนำเข้าสินค้าราคาต่ำผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ไทยยกเลิกการยกเว้นอากรสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท และเก็บอากรสำหรับสินค้านำเข้าตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป
ผลตอบรับสูงกว่าที่คาดมาก เฉพาะเดือนมกราคม 2569 เดือนเดียวจัดเก็บได้กว่า 470 ล้านบาทจากพัสดุกว่า 25 ล้านชิ้น ทำให้กรมศุลกากรประเมินว่าทั้งปีงบประมาณ 2569 อาจสูงถึง 12,000 ล้านบาท เทียบกับเป้าเดิม 3,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอกระทรวงการคลังทบทวนเป็นการเก็บอัตราเดียวสำหรับสินค้ากลุ่มนี้
ในทางกฎหมาย สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจีนและเข้าเงื่อนไข ACFTA ยังขอใช้อัตรา 0% หรืออัตราพิเศษตามพิกัดได้ แต่ในทางปฏิบัติพัสดุที่สั่งผ่านแพลตฟอร์มแทบไม่มี Form E หรือเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดจากผู้ส่งออกสำหรับของราคาไม่เกิน 200 ดอลลาร์แนบมาด้วย จึงถูกประเมินตามพิกัดปกติ โดยกรมศุลกากรระบุว่าเสื้อผ้าและรองเท้าอยู่ที่ราว 30% กระเป๋า 20% และสินค้าประเภทอื่นราว 10-20% ตามวัสดุและลักษณะสินค้า
แม้พิกัด ACFTA จะกำหนดอัตราเพียงร้อยละ 0-5 แต่สินค้าบางรายการอาจถูกเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการปกป้อง มาตรการตอบโต้การอุดหนุน หรือมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะเหล็ก เคมีภัณฑ์ และสินค้าที่มีการร้องเรียนว่ามีการนำเข้าเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ฐานข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศแสดงว่า ไทยมีทั้งมาตรการที่บังคับใช้อยู่และการไต่สวนสินค้าจากจีนหลายรายการ เช่น เหล็กลวดคาร์บอนสูง ซึ่งถูกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดตามประกาศเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 กรดซิทริก ตามประกาศวันที่ 19 ธันวาคม 2568 และเหล็กแผ่นรีดร้อนและรีดเย็นอีกหลายพิกัด
ที่สำคัญคือคดีตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการซึ่งปัจจุบันเป็นหมวดที่ใช้กับสินค้าจีนมากที่สุด ครอบคลุมทั้งเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออัลลอย เหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กลวดคาร์บอนสูง
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเหล็กแผ่นรีดร้อนในกลุ่มพิกัด 7208.39 และ 7208.40 ซึ่งได้อัตรา ACFTA เพียงร้อยละ 1-5 แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ภายใต้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่บังคับใช้อยู่ และอยู่ระหว่างการไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการ จึงไม่ควรนำอัตรา FTA ไปตีความว่าเป็นต้นทุนภาษีสุดท้าย โดยไม่ตรวจสอบอากรตอบโต้ทางการค้า มาตรฐานสินค้า โควตา และเงื่อนไขการนำเข้าอื่นร่วมด้วย
ภาพรวมสะท้อนว่า ACFTA เปิดทางให้จีนเข้ามาเป็นทั้งผู้ขายสินค้าบริโภค ผู้จำหน่ายเครื่องจักร และต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานไทย ภาษีศูนย์ช่วยให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาต่ำและช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตไทยในตลาดเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติก เหล็ก และสินค้าเกษตร
ส่วน ACFTA 3.0 ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ปัจจุบันอาเซียน 7 ประเทศรวมทั้งไทยดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว เหลือรอฝ่ายจีนดำเนินการให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้พิธีสารมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน โดยอาเซียนและจีนเห็นพ้องให้มีผลบังคับภายในปี 2569 เพื่อประกาศความสำเร็จในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนเดือนพฤศจิกายน 2569
ขณะเดียวกันยังมีงานค้างภายใต้ความตกลงเดิม เช่น การปรับโอนตารางการลดภาษีให้เป็นพิกัดฉบับ HS 2022 และการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ EODES ดังนั้นการนำเข้าในปัจจุบันยังต้องอ้างอิงตารางภาษี ACFTA เดิมและตรวจสอบพิกัดเป็นรายสินค้า
ความท้าทายในระยะต่อไปจึงเป็นไทยจะใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบราคาต่ำยกระดับการผลิตได้มากเพียงใด พร้อมกับบังคับใช้มาตรฐานสินค้า กฎถิ่นกำเนิด และมาตรการเยียวยาทางการค้าให้ทันต่อแรงกดดันจากสินค้านำเข้าหรือไม่ เพราะเมื่อภาษีศุลกากรลดลง ความได้เปรียบในการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับขนาดการผลิต เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และความเร็วของนโยบายมากขึ้น
อ้างอิง: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลังและกรมศุลกากร, กรมการค้าต่างประเทศ, สำนักเลขาธิการอาเซียน, กรมศุลกากร, กรมศุลกากร 2, กรมการค้าต่างประเทศ 2, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ