
การต้องหยิบยกประเด็นเศรษฐกิจไทยกลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง นับเป็นสิ่งที่ผู้เขียนมิได้มีความยินดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยส่อเค้าลางของปัญหามานานแสนนาน อย่างไรก็ตาม วันนี้ที่ได้วนกลับมาวิเคราะห์เนื่องจากตัวเลข GDP ของไทยไตรมาส 2 ของปี 2569 มีความน่าสนใจอยู่หลายประการ และตัวเลขที่ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 เองก็นำไปสู่ข้อถกเถียงที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center)
ในภาพใหญ่ GDP ไทยไตรมาส 2 เติบโตที่ -0.2% QoQ/1.9% YoY ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจากไตรมาสแรกที่เราเติบโตที่ 2.8% YoY และในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียนด้วยซ้ำ หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน คือถ้าไตรมาสแรกทำให้ทุกคนมองภาพลักษณ์ของไทยด้วยความหวังอันสดใส ไตรมาสที่สองกลับกลายเป็นภาพสะท้อนในมุมตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่รายละเอียดภายในตัวเลขของ GDP ครั้งนี้ ผู้เขียนขอหยิบยกประเด็นสำคัญบางส่วนมานำเสนอ นั่นก็คือกลุ่มภาคการเกษตรของไทยเติบโตช้าลงอยู่ที่ 1.5% YoY แม้ราคาสินค้าทางการเกษตรจะปรับเพิ่มขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือภาคการผลิตในอุตสาหกรรมของไทย เราเติบโตเพียง 0.1% YoY เท่านั้น แถมภาคการก่อสร้างก็โตเพียง 0.1% YoY ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก กลายเป็นว่าในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรบ้านของไทยแทบจะไม่มีการขยับตัว ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ที่ 57.47% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือ 6 ปี โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมไทยที่แทบจะหยุดนิ่ง ขณะที่การเติบโตที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสาธารณูปโภค เช่น น้ำและพลังงาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวเลขการนำเข้าและการส่งออกของไทย ไตรมาสนี้เรานำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 24.2% YoY เป็นสินค้าไปแล้วถึง 27.2% YoY และบริการ 11.6% YoY ส่วนการส่งออกเราก็ส่งออกเพิ่มขึ้น 12.5% YoY แบ่งเป็นสินค้า 14.1% YoY และบริการอีก 5.1% YoY ในขณะที่การลงทุนโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 13.4% YoY แบ่งเป็นการก่อสร้าง 1.1% YoY และเครื่องมือรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ 16.6% YoY ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐกลับ -1.6% YoY แบ่งเป็นการก่อสร้าง -0.3% YoY และการซื้ออุปกรณ์อื่น ๆ -6.8% YoY
หากไม่นับการขุดลึกลงไปในรายละเอียดของตัวเลข GDP ต่อ ซึ่งคาดว่าหลายท่านอาจได้วิเคราะห์กันไปแล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ คำถามสำคัญคือ GDP กำลังบอกอะไรเรา? ประการแรกคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยนั้นปัจจุบันแทบจะบ่งชี้ว่า เราแทบไม่มีส่วนเพิ่มมูลค่าหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรเลย ซึ่งก็แบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ประเภทแรกคือการทำ Transshipment หรือการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจากข้อมูลในอดีต สินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน แล้วนำมาทำบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้สวยงาม ก่อนจะส่งออกไปยังต่างประเทศ กล่าวคือ ไทยทำหน้าที่เป็น “ทางผ่าน” ของสินค้าในการเชื่อมต่อระหว่างนานาประเทศ มากกว่าจะเป็นฐานการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนนี้กลายเป็นประเด็นที่สหรัฐอเมริกาใช้เป็นข้อเจรจาสำคัญในการขึ้นกำแพงกับไทย (และหลายประเทศแถบเอเชียอาคเนย์) ในช่วงที่ผ่านมา
การแก้ไขปัญหาประเภทแรกอาจไม่ได้ซับซ้อนนัก เบื้องต้นเราอาจพิจารณาการกำหนดเพิ่มกำแพงภาษีกับกลุ่มทุนที่ทุ่มตลาดหรือกลุ่มสินค้าที่ใช้ไทยเป็นเป็นเพียงฐานในการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามเท่านั้น แล้วกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “สัดส่วนของสินค้าต้นกำเนิด” (Origin Portions) ของเราให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การปล่อยให้กลุ่มทุนเหล่านั้นนำแรงงานของตัวเองเข้ามาทำงานเพียงเพื่อห่อหุ้มสินค้าที่ต้นทางผลิตจากประเทศอื่น แล้วใช้ไทยเป็นฐานในการส่งออก ซึ่งผู้เขียนพูดแล้วอาจจะดูง่าย แต่การเปลี่ยนนโยบายการค้าเช่นนี้จะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแน่นอน จึงขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบายว่าจะ "พึงพอใจ" หรือยอมรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้มากน้อยเพียงใด
แต่ประเภทที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงอย่างร้อนแรง คือ การใช้ไทยเป็นฐานของการตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมาจากภาพทั้งการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตขึ้น 59.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 100.3% เมื่อประกอบกับข้อมูลการจดทะเบียนการลงทุนในประเทศกลุ่มกิจกรรมบริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต รวมถึงดุลรายได้ของไทยขาดดุลตามการส่งกลับกำไรของกิจการต่างชาติ และดุลบริการและรายจ่ายด้านบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างชาติที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์ ตลอดจนถึงการส่งเสริมการประกอบกิจการต่าง ๆ ทำให้กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลถูกตราหน้าทันทีว่ากำลังหาผลประโยชน์จากประเทศไทย รวมถึงมีมุมมองที่ว่าธุรกิจศูนย์ข้อมูลนั้นไม่ได้ส่งเสริมการจ้างงานในระยะยาว
ในประเด็นที่ 2 นี้ ผู้เขียนอยากชวนให้ผู้อ่านย้อนกลับไปในอดีตสักเล็กน้อย เมื่อช่วงหลังปี 2540 ที่ประเทศไทยมีโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส (รถไฟฟ้าสายสีเขียว) ในช่วงเวลาก่อนเปิดให้บริการ หลายคนก็หวั่นพรึงว่ารถไฟลอยฟ้าที่กลังจะเกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่ออาชีพบริการของคนขับรถหรือรถรับจ้างจนต้องตกงาน บ้างก็บอกว่าไม่น่าจะมีคนใช้ เพราะราคาค่าโดยสารแพงเกินไป และไม่มีใครต้องการ รวมถึงมีเสียงดัง และมีผลกระทบมลภาวะทางเสียงอย่างแน่นอน แต่เมื่อภาพตัดกลับมาปัจจุบัน กลายเป็นว่าแนวรถไฟฟ้า (ไม่ว่าจะใต้ดินหรือลอยฟ้า) กลายเป็นเขตพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และการเดินทางด้วยรถไฟฟ้านั้นก็กลายมาเป็นช่องทางหลักของหลายคนในการเดินทาง ยังไม่รวมถึงบรรดารถรับจ้างต่าง ๆ ก็ยังมีบริการอยู่ แถมเพิ่มความสำคัญในระบบขนส่งมวลชนเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ซึ่งรถไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำ
อีกเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกัน คือ ในช่วงที่แพลตฟอร์มให้การบริการการใช้รถร่วมกัน (Ride-sharing) อย่างเช่น Uber, Grab, Lineman เริ่มเข้ามาในประเทศไทย ผู้ให้บริการเหล่านี้ต่างเผชิญกับแรงต่อต้านทางสังคมจากทั้งภาครัฐและคนขับรถรับจ้างว่ากำลังจะทำให้อาชีพเหล่านี้ตกงานหรือไม่ ภาพตัดกลับมาที่ปัจจุบันที่บริการเหล่านี้ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง รวมไปถึงบริการรับส่งสินค้ารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะภายหลังจากช่วงการแพร่ระบาด COVID-19 เป็นต้นมา การบริการเหล่านี้กลายมาเป็นบริการที่สำคัญและเป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มปรับตัวให้อยู่ได้
สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะชี้ให้เห็นคือ โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ย่อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเราอย่างแน่นอน แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาเสมอ ในประวัติศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านจุดสำคัญในทางสังคมและเศรษฐกิจ เกิดขึ้นได้เพราะการคิดค้นและประยุกต์ใช้ด้วยเทคโนโลยีใหม่แทบทั้งสิ้น
การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูล (Data Center) แม้ในระยะสั้นจะมีการจ้างงานที่เกี่ยวข้อง และระยะยาวอาจถูกตั้งคำถามถึงการจ้างงานก็จริง แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง โครงสร้างเหล่านี้ก็เปิดอาชีพหรือธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน เรื่องเหล่านี้ชัดเจนอย่างมากในสังคมไทยที่แต่เดิม การเข้าถึงโครงสร้างอินเทอร์เน็ตยังเป็นไปได้ช้าและทำได้ยาก ทำให้อาชีพที่ปัจจุบันเราไม่เคยนึกถึงเมื่อ 10-15 ปีก่อน อย่างเช่น นักรีวิว คนเขียนบล็อก ผู้ผลิตวิดีโอคอนเทนต์ ที่ปัจจุบันเราเห็นกันได้ทั่วไปนั้น ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้มากขึ้นด้วยความเร็วที่สูงและราคาที่ลดลง เราก็เห็นอาชีพเหล่านี้ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของบทบาทคนเหล่านี้
การเกิดขึ้นของศูนย์ข้อมูล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาคอมพิวเตอร์มาวางรวมกันไว้แล้วให้บริการเท่านั้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจากรากฐาน ซึ่งหากเรายังคงมองผ่านมุมมองที่แคบด้วยนิยามเศรษฐกิจเดิม เราอาจได้คำตอบเดิม แต่ถ้าเราพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ เราอาจจำเป็นต้องเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยซ้ำ
นอกจากนั้น หากเราพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่าการมาของศูนย์ข้อมูลทำให้ประเทศต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ไปพร้อมกันหมด เช่น ระบบส่งกระแสไฟฟ้า (grid) หรือระบบงานชลประทานในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งผลพวงสุดท้ายจะมาตกอยู่ที่ประชาชนและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในลักษณะนี้มานานมากแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็นับตั้งแต่วิกฤติปี 2540 ที่ทำให้ผู้บริหารหลายองค์กรคิดว่ารูปแบบธุรกิจแบบ Asset-light หรือสินทรัพย์ขนาดหนักน้อย ๆ เป็นทางออกที่ดีที่สุด
ในยามที่ประเทศเรายังพูดถึง Asset-light แต่ในต่างประเทศเวลานี้พูดถึง HALO (Heavy Asset, Low Obsolesces) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกับเศรษฐกิจใหม่มีความสำคัญมาก และควรมองไปให้ทะลุภาพระยะสั้นที่ประเมินว่าศูนย์ข้อมูลไม่ได้สร้างเศรษฐกิจและไม่มีการจ้างงานในรูปแบบเดิมๆ แต่ควรมองไปถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงในอีก 5-10 ปีข้างหน้าด้วย เพราะหากเรายังไม่คิดแบบใหม่ สุดท้ายเราอาจจะกลายเป็นคนที่รั้งท้ายและโลกหลงลืม

นักกลยุทธ์การลงทุน ผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด