
บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีนเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ทั้งเผชิญความไม่แน่นอนจากภายนอก ดีมานด์ภายในประเทศลดลงเนื่องจากรัฐบาลปรับลดเงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ ขณะที่การแข่งขันภายในประเทศยังคงดุเดือด คู่แข่งกำลังกินส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
ยอดขายรวมทั่วโลกของ BYD ลดลง 30.1% ในเดือนมกราคม เหลือ 210,051 คัน จาก 300,538 คันในเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ห้า และในจำนวนดังกล่าว เป็นการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ 100,482 คัน
ขณะที่ยอดการผลิตรวมลดลง 29.1% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หรือนับเป็นการลดลงเจ็ดเดือนติดต่อกัน
ทั้งนี้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หุ้นของ BYD ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งปี หลังจากรายงานยอดขายลดลง 30% โดยราคาหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นเปิดตลาดร่วงลง 3% มาอยู่ที่ 88 หยวน ขณะที่หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงดิ่งลงเกือบ 8% มาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ยอดขายของ BYD ลดลง คือ การปรับลดเงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ในประเทศจีนตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2025 ทำเกิดการเร่งซื้อเพื่อรักษาสิทธิ์ในช่วงปลายปี เป็นเหตุให้ดีมานด์ลดลงในเดือนมกราคม ประกอบกับผลกระทบตามฤดูกาลจากวันหยุดเทศกาลตรุษจีนด้วยอีกปัจจัยหนึ่ง
สถานการณ์ตลาดภายในประเทศจีนยังดุเดือด คู่แข่งอย่าง จีลี ออโตโมบิล (Geely Automobile) และลีปมอเตอร์ (Leapmotor) กำลังกินส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถราคาประหยัดได้มากขึ้น ขณะที่ยอดขายรถปลั๊กอินไฮบริดของ BYD ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของยอดขายแบรนด์ลดลง 28.5% ในเดือนมกราคม ต่อเนื่องจากที่หดตัว 7.9% ในปี 2025 แม้บริษัทจะเปิดตัวรุ่นอัปเกรดแบตเตอรี่ระยะไกลเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อไปแล้วก็ตาม
ท่ามกลางแรงกดดันในประเทศ BYD จึงหันพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดส่งออกเกือบ 25% เป็น 1.3 ล้านคันในปีนี้ แต่เป็นเป้าที่ปรับลดลงต่ำกว่าเป้าเดิมที่เคยตั้งไว้สูงสุด 1.6 ล้านคัน ซึ่ง BYD ไม่ได้ให้เหตุผลต่อการปรับลดเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม การขยายฐานการผลิตในต่างประเทศของ BYD ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งโรงงานใหม่ในฮังการีที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปีนี้ และยังมีแผนสร้างโรงงานประกอบในอินโดนีเซียและตุรกีด้วย
เมื่อปีที่แล้ว BYD ทำยอดขายทั่วโลกได้ตามเป้าที่ปรับลดลงเหลือ 4.6 ล้านคันอย่างหวุดหวิด และแซงหน้าเทสลา (Tesla) ขึ้นไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกในแง่จำนวนหน่วยการขาย สำหรับปี 2026 นี้ BYD ยังไม่ได้ประกาศเป้าหมาย แต่นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายรวมของ BYD ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นไปเป็นมากกว่า 5 ล้านคัน
แต่ตัวเลข 5 ล้านคัน น่าจะเป็นตัวเลขที่ท้าทายไม่น้อย เมื่อพิจารณาจากว่าภาพรวมตลาดรถยนต์จีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีแนวโน้มซบเซา หลังรัฐบาลจีนลดการอุดหนุนสำหรับรถยนต์รุ่นราคาประหยัด ทำให้ BYD และผู้ผลิตที่พึ่งพาเซ็กเมนต์นี้เผชิญแรงกดดันมากขึ้น บวกกับทางการพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะหยุดยั้งการทำสงครามราคาของค่ายรถยนต์
ทางออกของ BYD จึงน่าจะเป็นการหันไปให้ความสำคัญกับการยกระดับเทคโนโลยี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมา รวมถึงการพึ่งพาแบรนด์ย่อยระดับพรีเมียมอย่างเดนซา (Denza) และหยางหวาง (Yangwang) เพื่อเพิ่มราคาขายเฉลี่ย ควบคู่ไปกับการเร่งขยายตลาดต่างประเทศให้เป็นกลไกหลักดึงยอดขายรวมให้เติบโต
อ้างอิง: Bloomberg, Reuters และ Nikkei Asia