
รายงานข่าวของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังดึงดูดเงินลงทุนรอบใหม่ ในฐานะพื้นที่หลบภัยจากความปั่นป่วน-ไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก โดยในเดือนมกราคมนี้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกรวมกันมากที่สุดในรอบ 4 เดือน
แม้ว่าความเคลื่อนไหวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ระงับการขู่ใช้มาตรการภาษีกับยุโรปจากกรณีกรีนแลนด์ช่วยบรรเทาความกังวลของตลาดได้ชั่วคราว แต่ความตึงเครียดในหลาย ๆ พื้นที่ อย่างความตึงเครียดในตะวันออกกลางและท่าทีของสหรัฐฯในละตินอเมริกา ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk Adjusted Return) ที่ดีกว่าและมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งคำตอบของนักลงทุนคือ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
การเปลี่ยนทิศทางดังกล่าวเป็นแรงหนุนให้สินทรัพย์เอเชียเริ่มต้นปี 2026 ได้อย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลที่บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รวบรวมระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมมีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออก (รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) แล้วถึง 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 102,500 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการไหลเข้ารายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025
นอกจากนี้ ยังมีเงินทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอีก 7,150 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่สาม (วันที่ 12-16) ของเดือนมกราคม โดยสามในสี่ไหลเข้าสู่กองทุนที่เน้นการลงทุนในเอเชีย ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย มีเงินทุนไหลเข้ารวมกัน 3,700 ล้านดอลลาร์ในเดือนนี้
เรย์ ชาร์มา-ออง (Ray Sharma-Ong) รองหัวหน้าฝ่ายโซลูชันการลงทุนเฉพาะบุคคลในสินทรัพย์หลากหลายประเภทของ Aberdeen Investments กล่าวว่า ปีนี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอยู่ในสถานะที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดเกิดใหม่ในภาพรวม แม้ว่าจะเผชิญความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งที่อาจจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเอเชีย หรือมีความก้าวหน้ามากกว่าที่อื่นอย่างมาก รวมไปถึงการลงทุนในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สภาวะสินเชื่อที่มีเสถียรภาพ และบทบาทของจีนในฐานะตัวยึดเหนี่ยวหลักของภูมิภาค
ด้วยมุมมองดังกล่าว Aberdeen จึงได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมการคาดการณ์ว่า หุ้นในเกาหลีใต้และไต้หวันจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นและค่าเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เริ่มต้นปี 2026 ได้อย่างร้อนแรง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับยุโรปที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และกระตุ้นกระแสการกระจายการลงทุนทั่วโลก โดยตลาดหุ้นละตินอเมริกาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นจากแรงหนุนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปรับตัวขึ้นจากการที่นักลงทุนกำลังเดิมพันกับการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นจากผลกำไรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในช่วงปีข้างหน้า โดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น และการส่งออกที่แข็งแกร่งของจีนได้ถูกคาดหวังว่าจะช่วยสนับสนุนการค้าในภูมิภาค
นอกจากนั้น ตลาดเอเชียยังช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวของภูมิภาคนี้ไม่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯหรือยุโรปมากนัก แม้ว่าดัชนีความผันผวน Cboe Volatility Index หรือ VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของวอลล์สตรีทจะปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียก็ปรับขึ้นแล้วราว 6% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้น 1.7% ของดัชนีหุ้นโลก (MSCI World Index)
ผลงานของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่เหนือกว่าตลาดโลกและภาพรวมของตลาดเกิดใหม่นี้ได้รับแรงสนับสนุนจากคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) โดยรวมของบริษัทในดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 30% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับคาดการณ์การเพิ่มขึ้น 17% ของหุ้นละตินอเมริกา และ 29% สำหรับตลาดเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก
โซฟี ฮวินห์ (Sophie Huynh) ผู้จัดการพอร์ตของ BNP Paribas Asset Management วิเคราะห์ว่า เอเชียเป็นพื้นที่หนึ่งของการกระจายการลงทุนที่มีแนวโน้มจะสร้างกำไรได้ดี โดยความเคลื่อนไหวของหุ้นจีนมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่น ๆ ค่อนข้างต่ำ หรืออย่างน้อยก็ต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
แรงหนุนสำคัญของเอเชียส่วนใหญ่มาจากจีน ซึ่งมีอิทธิพลสูงมากต่อภูมิภาค แม้เศรษฐกิจภายในประเทศของจีนจะเผชิญแรงกดดัน แต่การส่งออกกลับเร่งตัวขึ้น และช่วยสร้างดุลการค้าที่เกินดุลเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
ข้อมูลที่เน้นย้ำถึงบทบาทดังกล่าวของจีน คือ ความเชื่อมโยงทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับจีนส่งผลให้ค่าเงินหยวนกลายเป็นตัวยึดเหนี่ยวของสกุลเงินต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยมีค่าสหสัมพันธ์ (correlation) อยู่ที่ระดับ 0.50 หรือสูงกว่านั้น เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทของไทย เงินริงกิตของมาเลเซีย และเงินวอนของเกาหลีใต้ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ค่าสหสัมพันธ์ที่เท่ากับ 1 หมายถึงสินทรัพย์เหล่านั้นมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์
เลโอนาร์ด ควาน (Leonard Kwan) ผู้จัดการพอร์ต Dynamic Emerging Markets Bond Strategy ของ T. Rowe Price กล่าวว่า เงินหยวนเป็นตัวยึดเหนี่ยวเพื่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาค และคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการเพิ่มขึ้นของการเกินดุลการค้าของจีน