
26 มกราคม 2569 ภัยหนาวเล่นงานหลายพื้นที่ในสหรัฐฯ อย่างรุนแร มีรายงานว่าประชากรหลายแสนคนกำลังเผชิญกับไฟฟ้าดับ หลังพายุฤดูหนาวพัดผ่าน ทำให้เกิดหิมะ ฝนตกหนัก และอุณหภูมิเย็นจัด พายุลูกใหญ่ยังทำให้เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องยกเลิกกะทันหันอีกด้วย
ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2569 สหรัฐฯ เผชิญกับพายุฤดูหนาวลูกใหญ่ต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 160 ล้านคน ทำให้เกิดหน้าหนาวที่เจ้าหน้าที่หลายคนขนานนาว่ามเป็น “ฤดูหนาวที่รุนแรงที่สุด”
พายุฤดูหนาวดังกล่าวสร้างสภาพอากาศเย็นจัดตั้งแต่พื้นที่รัฐเท็กซัสถึงนิวอิงแลนด์ กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าสภาพอากาศที่หนาวจนเป็นภัยต่อชีวิตแบบนี้ อาจเกิดขึ้นต่อเนื่องนานหลายวัน
แอลลิสัน แซนโทเรลลี นักอุตุนิยมวิทยาจากสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขากล่าวว่า “หิมะและน้ำแข็งจะละลายช้า ช้ามาก ๆ และคงจะไม่หายไปในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในฟื้นฟูใดเมืองให้กลับมาเป็นปกติ
ผู้ว่าการรัฐเคนทักกี แอนดี บีเชียร์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำแข็งในรัฐเคนทักกีสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ปริมาณหิมะมีน้อยกว่าที่คาด ซึ่งเขากล่าวย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
นักพยากรณ์อากาศต่างเตือนกันว่า หนึ่งในอันตรายร้ายแรงจากพายุฤดูหนาวก็คือ น้ำแข็ง นี่เอง เพราะสามารถสร้างความเสียหายให้ต้นไม้ ทำให้สายไฟขาด และทำให้ถนนลื่นจนเป็นอันตรายได้
ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แคธี โฮคูล เตือนประชาชนให้อยู่ภายในที่พักอาศัยและเลี่ยงการสัญจรด้วยถนน และกล่าวว่าสภาพการณ์ครั้งนี้หนาวอย่างสาหัส เธอกล่าวว่า “นี่เป็นสภาพอากาศหนาวเหน็บที่สุดที่เราเคยสัมผัสมา นับเป็นหน้าหนาวที่สุดในรอบหลายปี [...] ดูเหมือนว่ารัฐของเราและอีกหลายรัฐทั่วประเทศ กำลังถูกปิดล้อมด้วยมวลอากาศเย็นจัดจากอาร์กติก”
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า อากาศหนาวเย็นอันโหดร้ายเช่นนี้ จะทำให้เกิดสภาพอากาศหนาวที่รุนแรงที่สุดและยาวนานที่สุดในรอบหลายปี “มันหนาวจนถึงกระดูกเลยล่ะ อันตรายมาก ๆ ” เธอกล่าว
ความหนาวจนเป็นภัยแก่ชีวิตครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภัยหนาวในครั้งนี้ 2 รายที่รัฐหลุยเซียนา
ด้านเคิร์ก วัตสัน นายกเทศมนตรีเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายในเท็กซัส พร้อมโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า “เราได้พบกับการเสียชีวิตรายแรกแล้ว จากสาเหตุพายุฤดูหนาว สาเหตุการเสียชีวิตมีความเกี่ยวข้องกับการสัมผัสอากาศหนาวจัด”
ในนิวยอร์กซิตี นายกเทศมนตรีเมือง โซห์รา มัมดานี เขียนโพสต์บนโซเชียลมีเดียระบุว่า นิวยอร์กซิตีมีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 คนตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา แต่เสริมว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ในทุก ๆ ปีจะมีชาวนิวยอร์กที่ต้องพ่ายแพ้ต่อภัยหนาว”
ตามข้อมูลของ poweroutage.us เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง กระทบบ้านเรือนกว่า 1 ล้านหลัง และตามข้อมูลของ FlightAware มีเที่ยวบินถูกยกเลิกกว่า 10,000 เที่ยว ขณะที่ ในรัฐเวอร์จิเนีย มีรายงานอุบัติเหตุรถชนแล้วกว่า 200 ครั้งหลังพายุฤดูหนาวพัดผ่านรัฐนี้
หลายพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ กว่าครึ่งหนึ่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว โรงเรียนทั่วประเทศปิดการเรียนการสอน และวุฒิสภาได้ยกเลิกการลงคะแนนเสียงที่มีกำหนดไว้วันนี้ (จันทร์ที่ 26 มกราคม) เนื่องจากคาดการณ์ว่าพายุหิมะจะคงพัดต่อเนื่องจนถึงวันจันทร์
ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองหลวงของประเทศ มูเรียล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า "เรากำลังเผชิญกับพายุหิมะครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษในเขตดีซีในช่วงสุดสัปดาห์นี้"
ขณะที่หลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศอย่าง ในรัฐในกลุ่มดาโกตา ทั้งเซาท์ดาโกตาและนอร์ทดาโกตา และรัฐมินนิโซตาคุ้นชินกับอุณหภูมิติดลบช่วงฤดูหนาวอยู่แล้ว ฤดูหนาวครั้งนี้หนาวจนผิดปกติไปมากสำหรับรัฐทางตอนใต้อย่างเท็กซัส, หลุยเซียนา, หรือเทนเนสซี ซึ่งมีอุณหภูมิในครั้งนี้ต่ำกว่าปกติถึง 15-20 องศาเซลเซียส
ในรัฐทางใต้เหล่านี้ ยังมีภาพการสะสมตัวของน้ำแข็งหนาถึง 1 นิ้วจากฝนเย็นจัดที่ตกลงมา
แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์จะล้อเลียนวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบน Truth Social ว่า “แทบไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย พวก 'กลุ่มกบฏสิ่งแวดล้อม' ช่วยอธิบายหน่อยสิว่า เกิดอะไรขึ้นกับภาวะโลกร้อนกันแน่???” ผู้เชี่ยวชาญหลายรายกล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศก็อาจมีผลต่อ “พายุหมุนขั้วโลก” เนื่องจากอุณหภูมิผิวสมุทรที่เปลี่ยนไป เพราะโลกที่ร้อนขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศระบุว่า พายุที่รุนแรงนี้มีสาเหตุมาจาก 'พายุหมุนขั้วโลก' (Polar Vortex) ซึ่งเป็นวงล้อมของกระแสลมตะวันตกที่มีกำลังแรง ซึ่งก่อตัวขึ้นเหนือภูมิภาคอาร์กติกในทุกๆ ฤดูหนาว (ห่างขั้วโลกเหนือไปราว 16-48 กิโลเมตร) โดยภายในวงล้อมนี้จะกักเก็บมวลอากาศที่เย็นจัดเอาไว้
เอมี่ บัตเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศประจำองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) และผู้เชี่ยวชาญด้านพายุหมุนขั้วโลก (Polar Vortex)กล่าวถึงความสัมภาษณ์เรื่องพายุฤดูหนาว พายุหมุนขั้วโลก และวิกฤตสภาพอาดกาศ
“มีหลายปัจจัยมากเลยที่สามารถมาเปลี่ยนความแรงของพายุหมุนขั้วโลก” เธอกล่าว หนึ่งในนั้นคือ น้ำแข็งในทะเล
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า การละลายของน้ำแข็งในทะเลอาจส่งผลให้พายุหมุนขั้วโลกอ่อนกำลังลง อย่างไรก็ตาม การอุ่นตัวขึ้นของชั้นบรรยากาศระดับบนก็อาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพายุหมุนนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในระดับภูมิภาคก็อาจส่งผลกระทบต่อพายุหมุนขั้วโลกได้
เมื่อกระแสลมมีกำลังแรง มวลอากาศเย็นจะยังคงตัวอยู่ในตำแหน่งเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสลมเริ่มอ่อนกำลังลง วงจรของพายุหมุนจะขยายตัวและคดเคี้ยวลงไปทางทิศใต้ ส่งผลให้มวลอากาศเย็นจัดพุ่งดิ่งเข้าหาพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา และเมื่อมวลอากาศเย็นนี้ปะทะกับมวลอากาศอุ่นทางตอนใต้ อากาศจะลอยตัวสูงขึ้นจนเกิดเป็นแนวรบของพายุ (Storm Fronts)
ในกรณีนี้ พายุฤดูหนาวกำลังเคลื่อนตัวไปทางเหนือและตะวันออก พัดผ่านพื้นที่ชายฝั่งทะเลของแคนาดาในวันอังคาร แต่จะทิ้งอากาศหนาวเย็นไว้เบื้องหลัง คาดการณ์ว่าอากาศจะยังคงหนาวเย็นอย่างอันตรายไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์