Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จัดพอร์ตให้แกร่งดั่งแชมป์บอลโลก ด้วยศาสตร์แห่ง Asset Allocation
โดย : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

จัดพอร์ตให้แกร่งดั่งแชมป์บอลโลก ด้วยศาสตร์แห่ง Asset Allocation

7 ส.ค. 69
01:00 น.
แชร์

เทศกาลฟุตบอลโลก 2026 ผ่านไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเชียร์ทีมไหน ได้ดั่งใจหวังหรือไม่ ผมก็ขอให้กำลังใจทุกท่าน เช่นเดียวกับการให้กำลังใจกับนักลงทุนที่กำลังต่อสู้กับตลาดผันผวน ที่ผมเปรียบเทียบเช่นนี้ เพราะคุณรู้ไหมครับว่าฟุตบอลกับการลงทุนมีอะไรที่เหมือนกันมากที่สุด? คำตอบคือ "ลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้" ไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้ 100%

ต่อให้เป็นทีมเต็งจ๋าแค่ไหน ก็มีสิทธิ์พลิกโผตกรอบได้เสมอ การลงทุนก็เหมือนกันครับ ธีมการลงทุนใดที่เราเคยคิดว่า "มาแน่" ในระยะสั้นมันอาจจะพลิกผันได้ตลอดเวลา วันนี้ผมเลยอยากมาชวนคุย อัปเดตสถานการณ์โลก เจาะลึกตลาดหุ้น และตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนคาใจ เพื่อให้เราจัดทัพการลงทุนได้อย่างสบายใจ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ครับ

อัปเดตสถานการณ์โลก และบทเรียนราคาแพงจาก "หุ้นเกาหลีใต้"

ช่วงนี้สถานการณ์โลกมีความผันผวนพอสมควรครับ แม้เรื่องสงครามคนจะเริ่มชินและไม่ได้ให้น้ำหนักจนแพนิคเหมือนช่วงแรกๆ แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือ "ฟันด์โฟลว์" หรือกระแสเงินลงทุนครับ ตอนนี้เราเริ่มเห็นเม็ดเงินมหาศาลเทขายทำกำไรจากกลุ่มเทคโนโลยีหรือ AI ที่ราคาพุ่งไปสูงมาก แล้วสลับ (Rotate) เข้ามาหลบภัยในหุ้นคุณค่า (Value Stock) หรือหุ้นปันผลที่ราคายังถูกอยู่ เพราะคนเริ่มกังวลว่าการลงทุนในเซิร์ฟเวอร์หรือ Data Center ที่ร้อนแรง อาจจะถึงจุด Overcapacity หรือล้นตลาดในอนาคต

พอพูดถึงความร้อนแรง ผมอยากยกตัวอย่าง บทเรียนจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ครับ ช่วงที่ผ่านมาหุ้นเกาหลีพุ่งแรงมาก ทำให้นักลงทุนจำนวนมากแห่เข้าไปซื้อ โดยใช้มาร์จิ้น (กู้เงินมาเล่น) แบบไม่ดูความเสี่ยงเลย สุดท้ายพอตลาดปรับฐานร่วงลงมาหนักๆ หลายคนเจ็บหนักจนโดนบังคับขาย (Force Sell) ถึงขั้นมีข่าวว่าไปทำร้ายอินฟลูเอนเซอร์ที่เชียร์ให้ซื้อหุ้นเลยทีเดียว

ทีนี้ มาดูตัวอย่างความผันผวนของ ตลาดหุ้นจีน กันบ้างครับ ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หุ้นจีนมีการปรับตัวลงมา ปัจจัยหลักมาจากการประกาศตัวเลข GDP ที่โต 4.3% ซึ่งแม้มันจะสูงกว่าฝั่งยุโรปหรืออเมริกามาก แต่ก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.8-5% คนเลยกังวลเรื่องเศรษฐกิจ บวกกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น ทำให้มูลค่าพอร์ต (NAV) ดูลดลง

แต่ในมุมมองของผม ตลาดหุ้นจีนยังคงถูกมาก และมีหุ้น Value ดีๆ ซ่อนอยู่เต็มไปหมด ถ้าคุณลงทุนแบบทยอยสะสม (DCA) ช่วงที่หุ้นมันนิ่งๆ หรือตกลงมานี่แหละครับ คือ "นาทีทอง" ของการเก็บของถูก ปู่ Warren Buffett เคยเปรียบเปรยไว้ว่า "ถ้าคุณจะต้องกินแฮมเบอร์เกอร์ไปตลอดชีวิต คุณย่อมอยากให้ราคาแฮมเบอร์เกอร์มันถูกลง หรือคงที่ไปเรื่อยๆ มากกว่าอยากให้มันแพงขึ้น" การลงทุนก็เช่นกันครับ ตอนสะสมเราอยากได้ของถูก พอเราสะสมจนพอร์ตใหญ่แล้ว วันที่ตลาดพลิกกลับมาเป็นขาขึ้น เงินที่เราทยอยใส่ไปจะสร้างกำไรทบต้นอย่างมหาศาลเลยล่ะครับ

อย่าเดิมพันหมดหน้าตัก (All-In) กับนักเตะดาวรุ่งเพียงคนเดียว

ช่วงที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าว "โค้ชสอนลงทุน" บางท่านที่แนะนำให้ลูกศิษย์ทุ่มสุดตัว หรือ "All-in" ซื้อหุ้นแบบสุดซอยทุ่มหมดหน้าตักเพื่อหวังรวยเร็ว สุดท้ายโดนจับดำเนินคดี เพราะรับค่าคอมมิชชั่นจากโบรกเกอร์ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการรับความเสี่ยงที่ผิดพลาด และเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า การลงทุนที่แท้จริง ไม่ใช่การแทงบอลลุ้นรวยข้ามคืน

ในโลกของการลงทุน การซื้อหุ้นเพียงตัวเดียวคือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด หรือแม้กระทั่งจะถามว่า "ซื้อหุ้นอย่างเดียวเสี่ยงไปไหม?" คำตอบคือ เสี่ยงมากครับ ต่อให้คุณกระจายซื้อเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) เดียว เช่น ทุ่มไปที่กลุ่มเทคโนโลยีหรือ AI ที่กำลังร้อนแรง มันก็ยังมีความเสี่ยงที่ทั้งอุตสาหกรรมนั้นจะกอดคอกันร่วงได้

ขนาดปู่บัฟเฟตต์เอง ยังไม่เคยถือหุ้น 100% ปู่ยังมีเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นติดพอร์ตไว้มหาศาลเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ในพินัยกรรมที่ปู่เขียนสั่งเสียไว้ให้ภรรยา ปู่ยังระบุเลยว่า ให้นำเงินไปลงทุนใน S&P 500 สัดส่วน 90% และอีก 10% ให้อยู่ในพันธบัตรระยะสั้น แล้วให้ทำการปรับสมดุล (Rebalance) ปีละครั้ง

Asset Allocation แผนการเล่นระดับรางวัลโนเบล

เคล็ดลับระดับโลกที่ปู่ใช้ และเป็นทฤษฎีรางวัลโนเบล (Modern Portfolio Theory) คือการทำ Asset Allocation หรือการจัดสรรสินทรัพย์ครับ

ทฤษฎีนี้บอกไว้ชัดเจนว่า หากเรานำสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่างกันมาผสมกันในสัดส่วนที่พอดี เราจะสามารถออกแบบพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ภายใต้ความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ครับ

ตัวอย่างเช่น หากคุณอยากได้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชนะเงินเฟ้อสบายๆ) คุณอาจจะจัดพอร์ตแบบ "เติบโต" โดยถือหุ้นทั่วโลกประมาณ 80% (กองหน้าคอยทำประตู) และถือพันธบัตรหรือตราสารหนี้ประมาณ 20% (กองหลังคอยกันเหนียว)

พอร์ตแบบ Asset Allocation นี้ อาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 1 ในตารางทุกปี แต่รับรองว่าในปีที่เกิดวิกฤติหนักๆ พอร์ตคุณจะร่วงน้อยกว่าชาวบ้าน และทำให้คุณ "ทนถือ" มันไปได้ยาวๆ ครับ ซึ่งในโลกของการลงทุน คนที่รวยที่สุดไม่ใช่คนที่ทำกำไรได้สูงสุดใน 1 ปี แต่คือคนที่ "อยู่รอดและถือครองพอร์ตได้นานที่สุด" เพื่อให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานครับ

Rebalancing แทคติกเปลี่ยนตัวแก้เกมอัตโนมัติ

มี Asset Allocation อย่างเดียวเปรียบเหมือนมีแผนการเล่นก่อนลงสนาม แต่เมื่อเกมเริ่มขึ้น ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงและ "อาวุธลับ" ที่ทรงพลังที่สุดในยามนี้คือ การปรับสมดุล หรือ Rebalancing ครับ เมื่อเวลาผ่านไป หากหุ้นขึ้นแรงจนสัดส่วนขยายกลายเป็น 90% ก็ควร "ขายหุ้น" ออกมาเพื่อทำกำไร และนำเงินไป "ซื้อพันธบัตร" ให้สัดส่วนกลับมาที่ 80:20 เท่าเดิม ในทางกลับกัน วันที่ตลาดพังพินาศ หุ้นตกหนัก ควร "ขายพันธบัตร" เพื่อเอาเงินมา "ช้อนซื้อหุ้น" ที่กำลังราคาถูก แต่ถ้าคุณปล่อยทิ้งไว้ นั่นแปลว่าพอร์ตของคุณกำลังมีความเสี่ยง "สูงเกินกว่า" ที่คุณตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกครับ

การทำ Rebalance อย่างเป็นระบบ โดยไม่ใช้อารมณ์ คือการบังคับให้เรา "ซื้อถูก ขายแพง" อย่างแท้จริงครับ ซึ่งคนทั่วไปทำใจลำบากมากเวลาหุ้นตกหนักๆ มักจะหนีมากกว่ากล้าซื้อ

สร้างทีมที่สมดุลด้วย Core & Satellite

การบริหารพอร์ตสร้างความมั่งคั่งมั่นคง ผมมักแนะนำให้ทุกคนสร้างรากฐานชีวิต (Foundation) ให้แน่นก่อน เมื่อมีเงินสำรองฉุกเฉินแล้ว ให้นำเงินก้อนใหญ่ (ประมาณ 80%) มาจัดเป็น พอร์ตหลัก (Core Portfolio) ที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลก พอร์ตนี้ความผันผวนจะต่ำ เปรียบเสมือนกัปตันทีมและผู้เล่นตัวหลัก ช่วยให้เราอุ่นใจทุกสนาม และเป็นหัวใจสำคัญของเงินเกษียณได้อย่างสบายใจครับ เพราะเมื่อ Core แข็งแรงแล้ว หากคุณคันไม้คันมือ อยากได้ผลตอบแทนที่เร้าใจขึ้น ค่อยแบ่งเงินส่วนน้อย (ไม่เกิน 20%) ไปลงใน พอร์ตเสริม (Satellite) เพราะผมเข้าใจดีว่าบางครั้งคุณก็อาจจะคันไม้คันมืออยากมีผู้เล่นกองหน้าตัวจี๊ดไว้ลุ้นทำประตูสวยๆ บ้าง คุณสามารถแบ่งเงินส่วนน้อย (ไม่เกิน 20%) มาลงในพอร์ตที่ซิ่งขึ้นได้ เช่น พอร์ต Thematic ที่เวลาขึ้น มันจะขึ้นแรงทะลุฟ้า แต่เวลาวิกฤติ มันก็อาจจะติดลบดิ่งลึกระดับ 40-50% ได้เช่นกัน ดังนั้นหากมีพอร์ต Core ที่แข็งแรงแล้ว หากพลาดพลั้งมา เราก็ยังปกป้องความมั่งคั่งโดยรวมเอาไว้ได้ครับ

DCA ต่อไป ไม่ว่าทีมไหนจะชนะ

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากจะฝากกุญแจดอกสุดท้ายที่จะทำให้คุณคว้าแชมป์ได้ นั่นคือวินัยในการลงทุนสม่ำเสมอ หรือ DCA (Dollar Cost Averaging) ครับ

ไม่ต้องมานั่งเดาเลยครับว่า วันนี้ตลาดหุ้นทำจุดสูงสุด (All-time high) ไปแล้วควรหยุดซื้อไหม? หรือรอให้หุ้นตกลงมาก่อนดี? เพราะสถิติ 30 ปีพิสูจน์มาแล้วว่า การพยายามกะเก็งจังหวะตลาดนั้น มักจะให้ผลตอบแทนแย่กว่าการลงมือทำทันทีอย่างสม่ำเสมอ การ DCA คือการตัดอารมณ์ออกไป ตลาดเขียวเราก็ซื้อ ตลาดแดงเราก็ซื้อ มันคือสิ่งเดียวในตลาดหุ้นที่เราสามารถ "ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ" ครับ

เส้นทางการลงทุนก็เหมือนฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ยาวๆ ที่มีทั้งนัดที่เล่นดีและนัดที่เล่นแย่ ขอแค่เรามีแผนการจัดพอร์ตที่ถูกต้อง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และมีวินัยสม่ำเสมอ สุดท้าย "ถ้วยแชมป์แห่งอิสรภาพทางการเงิน" ก็จะตกเป็นของคุณแน่นอนครับ!

จำไว้นะครับ การลงทุนไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุดใน 1 ปี แต่คือการวิ่งมาราธอนที่เราต้อง "รอด" อยู่ในลู่วิ่งให้ได้นานที่สุด เพื่อรอวันให้ผลตอบแทนทบต้นได้ทำงาน แล้วพบกันที่เส้นชัยแห่งอิสรภาพทางการเงินครับ!

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด

แชร์
จัดพอร์ตให้แกร่งดั่งแชมป์บอลโลก ด้วยศาสตร์แห่ง Asset Allocation