
สัปดาห์ที่ผ่านมา ยุโรปเผชิญหนึ่งในวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในฝรั่งเศส และสเปน ทำให้ประชาชนต่างต้องอพยพออกจากพื้นที่หนีควันพิษอย่างเร่งด่วน ซึ่งจำนวนรวมพุ่งสูงกว่า 330,000 คน และล่าสุดที่เมืองบอร์โดของฝรั่งเศส สถานการณ์ตึงเครียดหนักเพราะไฟป่าลามเข้ามาประชิดเขตเมืองปริมณฑลที่ห่างออกไปเพียง 25-30 กิโลเมตรเท่านั้น
Spotlight จะพาไปอัพเดทสถานการณ์ และหาสาเหตุไฟป่าครั้งนี้ไปพร้อม ๆ กัน
เจ้าหน้าที่ใช้เวลานานหลายวันในการพยายามควบคุมเพลิง เพราะความร้อน และเปลวไฟที่รุนแรงในจังหวัดฌีรงด์ก่อตัวเป็น ‘ไพโรคิวมูโลนิมบัส’ หรือพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากไฟป่า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดยพายุนี้สามารถสร้างกระแสลมพายุหมุน และฟ้าผ่าขึ้นมาได้ด้วยตัวมันเอง ทำให้แนวไฟป่าแปรปรวน เดาทิศทางไม่ได้ และทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดับไฟได้โดยตรง โฆษกหน่วยดับเพลิงฝรั่งเศสจึงได้เปรียบเทียบสิ่งนี้ว่าเป็นศึกระหว่าง ‘เดวิดกับยักษ์โกไลแอธ’ เพราะยากที่จะรับมืออย่างมาก โดยทางเดียวที่จะหยุดได้คือ ต้องรอให้ฝนตกหนักติดต่อนานถึง 3 วัน หรือต้องพยายามต้อนแนวไฟป่าให้ไปทางทะเลเพื่อให้ดับไปเอง
ประเทศฝรั่งเศสโดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้มีพื้นที่ถูกเผาทำลายไปแล้วราว 42,000 เฮกตาร์ (ถือเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2) ทำให้มีผู้อพยพเฉพาะในภูมิภาคนี้สูงกว่า 220,000 คน โดยภาพรวมตั้งแต่ต้นปี ฝรั่งเศสสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 98,000 เฮกตาร์ นอกจากนี้ สภาพอากาศยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยคาดว่าอุณหภูมิบางพื้นที่จะพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสตั้งแต่วันอังคารนี้เป็นต้นไป
ล่าสุด เกิดไฟป่ารุนแรงจุดใหม่ใกล้กับเมืองบาเลนเซียบนชายฝั่งตะวันออก ทำให้ประชาชนกว่า 15,000 คนต้องหนีออกจากบ้านเรือน และเจ้าหน้าที่คาดว่า สภาพอากาศจะยิ่งเลวร้ายลงอีกอย่างต่อเนื่อง
กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน ตรัสขณะทรงเยี่ยมเยือนศูนย์พักพิงว่า ไฟป่าครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อมรดกทางธรรมชาติของประเทศอย่าง ‘ประเมินค่าไม่ได้’ ปัจจุบันมีพื้นที่ในสเปนได้รับผลกระทบไปแล้วราว 77,000 เฮกตาร์ โดยเฉพาะไฟป่าในภูมิภาคอาบีลานั้น ถือเป็นไฟป่าครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคหลังของสเปน
แม้กระแสลมจะช่วยพัดแนวไฟป่าให้ห่างออกจากกรุงมาดริดไปทางทิศใต้ แต่ก็ส่งผลให้หมู่บ้านที่อยู่ตามเส้นทางลมต้องเร่งอพยพ ปัจจุบันกว่า 90,000 คนในภูมิภาครอบ ๆ กรุงมาดริด และอาบีลาถูกสั่งอพยพ หนีตายออกมา ล่าสุดภาพที่เห็นได้คือ สภาพถนนที่ว่างเปล่า และบ้านเรือนที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน
โดยนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปนได้ออกมาเตือนว่า ประเทศสเปน และคาบสมุทรไอบีเรียทั้งหมดกำลังประสบกับผลกระทบอันหลากหลายจากภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ปัญหาไฟป่า พายุ ไปจนถึงหิมะตกหนัก ซึ่งในปี 2569 สเปนเผชิญไฟป่าขนาดใหญ่แล้วถึง 32 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่ารวม 152,678 เฮกตาร์ (ประมาณ 954,200 ไร่) ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อย่างมหาศาลที่มีเพียง 7 ครั้ง และกระทบพื้นที่ 24,133 เฮกตาร์ (ประมาณ 150,831 ไร่)
เหตุการณ์นี้นำไปสู่ข้อถกเถียงจำนวนมากถึงสาเหตุของไฟป่าที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความเห็นต่างอยู่ 2 ฝ่ายดังนี้
ฝ่ายที่คิดว่านี่คือ ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ’ โดยฝ่ายนี้คิดว่า สาเหตุที่ทำให้ไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้าง และรุนแรงจนทุบสถิติประวัติศาสตร์ครั้งนี้เกิดจาก ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก’ ซึ่งเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปนได้เผยว่า "ตรงคาบสมุทรไอบีเรียทั้งหมดกำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก"
ในขณะเดียวกัน ซารา อาเกเซน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมสเปนก็เผยเช่นเดียวกันว่า ไฟป่าในจังหวัดอาบีลาที่ทำลายพื้นที่กว่า 50,000 เฮกตาร์ คือไฟป่าครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสเปน และเปรียบเสมือน ‘ยักษ์’ ที่ยากจะรับมือ
นอกจากนี้ ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการจัดการวิกฤตของสหภาพยุโรป (EU) ยังเตือนว่า ความเสียหายจากไฟป่าปีนี้มีแนวโน้มที่จะทุบสถิติจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากฤดูไฟป่าเริ่มต้นเร็วกว่าปกติจากการสะสมของคลื่นความร้อนตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ
อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายกลับคิดว่านี่ไม่ใช่เพียง ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ’ อย่างเดียว แต่ยังมาจาก ‘ความประมาทของมนุษย์’ ด้วยเช่นกัน ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง มีเสียงสะท้อนว่าภัยพิบัติครั้งนี้ถูกซ้ำเติม และเกิดขึ้นด้วยความมักง่าย และไร้จิตสำนึกของมนุษย์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในมืองฌิรงด์ได้จับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎความปลอดภัยป่าไม้ไปถึง 3 รายในช่วงสุดสัปดาห์ โดยพบว่า คนหนึ่งฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในพื้นที่ป่า และอีก 2 รายกำลังจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวท่ามกลางสภาพป่าไม้ที่แห้งแล้งจัดที่พร้อมเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความล้มเหลวในการป้องกันภัย และพฤติกรรมประมาทของมนุษย์ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามจนสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไร แต่วิกฤตครั้งนี้กำลังลุกลามกลายเป็นภัยพิบัติทางเศรษฐกิจด้วย โดยโธมัส คาเซนาฟ นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โด ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกลางเร่งจัดตั้งแผนเผชิญหน้าวิกฤตเศรษฐกิจสำหรับพื้นที่ เนื่องจากภาคธุรกิจ และพนักงานจำนวนมากถูกบังคับให้อพยพ ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ถูกเผาทำลายอย่างหนัก
วิกฤตการณ์นี้ทำให้เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ออกมาเรียกร้องต่อหลาย ๆ ประเทศให้จัดตั้ง "ข้อตกลงสาธารณะครั้งใหญ่เกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ" เพื่อเป็นมาตรการเร่งด่วนในการปกป้องโลกก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และแย่ลงกว่านี้