Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประชันวิสัยทัศน์ฟื้นตลาดทุน 8 พรรคจะใช้วิธีไหนดึงหุ้นไทยขึ้นจากหุบเหว
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประชันวิสัยทัศน์ฟื้นตลาดทุน 8 พรรคจะใช้วิธีไหนดึงหุ้นไทยขึ้นจากหุบเหว

16 ม.ค. 69
01:07 น.
แชร์

ตลาดทุนไทยแย่มาหลายปี เงินทุนที่ไหลเวียนในตลาดและดัชนีตลาดต่ำเตี้ยลงเรื่อย ๆ คนตลาดทุนกำลังรอความหวังว่านโยบายและมาตรการจากรัฐบาลใหม่จะมาช่วยได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น นโยบายด้านตลาดทุนน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หลาย ๆ คนพิจารณาในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ 

พรรคการเมืองไหนมีแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาตลาดทุนไทยอย่างไร พรรคไหนมีแนวโน้มจะพาเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยรอด สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เชิญตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองใหญ่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

ตัวแทนพรรคการเมืองที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ได้แก่ นิกร ซัจเดว์ พรรคกล้าธรรม ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร พรรคไทยก้าวใหม่ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย พรรคไทยสร้างไทย ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล พรรคเพื่อไทย อนุชา บูรพชัยศรี พรรคภูมิใจไทย และ ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ

ประชาธิปัตย์ปราบทุจริตฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน  

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นจะดีได้นั้น นอกจากเศรษฐกิจต้องดีแล้วยังต้องมีอีกสามเงื่อนไข หนึ่ง คือ ความเชื่อมั่น สองคือ สินค้าในตลาดต้องดี มีสินค้าใหม่ และมีสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สาม คือ กติกาของผู้เล่นต้องโปร่งใสและเป็นธรรมทั้งในส่วนโบรกเกอร์และนักลงทุน 

เรื่องที่กรณ์มองว่าสำคัญที่สุด คือ เรื่องความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นปัญหามากสำหรับตลาดทุนไทย โดยเขาอธิบายว่า ปัญหาเรื่องการทุจริตและการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดในตลาดทุนไทยสามารถแยกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ เรื่องพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดหุ้น ทั้งการโกงบัญชีการซื้อขาย อย่างเช่น กรณีหุ้น MORE และ STARK ส่วนประเภทที่สอง คือ การใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ คือ โบรกเกอร์ที่เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขาย ตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่ต้องติดตามมอนิเตอร์พฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และที่สำคัญที่สุด คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง 

กรณ์แสดงความเห็นว่า รู้สึกผิดหวังกับการทำงานของ ก.ล.ต. ที่ไม่เอาจริงเอาจังกับกรณีปัญหาต่าง ๆ ซึ่งความไม่เอาจริงเอาจังนี้ส่งผลทางลบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือขององค์กรและของตลาดทุนไทย  

กรณ์ประกาศบนเวทีดีเบตว่า พรรคประชาธิปัตย์เอาจริงกับเรื่องการปราบปรามและป้องกันการทุจริตในตลาดทุนแน่นอน หาก ก.ล.ต.คิดว่าอำนาจตามกฎหมายยังไม่มากพอ คณะรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ก.ล.ต.โดยตรงสามารถเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต.ได้ 

สำหรับปัจจัยเรื่องตลาดที่ดีต้องมีสินค้าที่ดี กรณ์กล่าวว่า รัฐมีส่วนร่วมสร้างสินค้าที่ดีได้โดยเปิดให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม อย่างในภาคธุรกิจพลังงาน ถ้าเปิดเสรี จะมีการลงทุนใหม่ ๆ มีบริษัทใหม่ ๆ ที่เป็นตัวเลือกให้นักลงทุนได้ ส่วนเงื่อนไขที่สาม เรื่องกติกาที่ต้องเป็นธรรม กรณ์บอกว่าทั้งกติกาการลดหย่อนภาษี และกติกาการซื้อขายหุ้นต้องเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน 

“ถ้าเราทำทั้งสามเรื่องนี้ได้ โอกาสจึงจะมี ตลาดทุนจึงจะฟื้น” รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์กล่าว

เพื่อไทยเน้นดิจิทัล ดันหวยเกษียณ ลดเวลา IPO 

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย เริ่มจากแสดงมุมมองความเชื่อของตนเองเกี่ยวกับตลาดทุนสองข้อ ข้อแรก คือ เชื่อว่าตลาดทุนเป็นกลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดีกว่าตลาดเงิน เพราะตลาดเงินถูกกำหนดโดยรัฐบาลและธนาคาร แต่ตลาดทุนถูกกำหนดโดยนักลงทุนซึ่งฐานกว้างกว่าและมีวิสัยทัศน์ในการมองไปยังอนาคต เป็นฉันทามติในภาพรวมมากกว่า ดังนั้น ตลาดทุนจึงมีความสำคัญสูงในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 

ข้อที่สอง คือ ตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงเดินตามกันเสมอ ดังนั้น เศรษฐกิจจริงจำเป็นต้องดี ถ้าเศรษฐกิจจริงดี ตลาดทุนจะเติมตาม แต่ถ้าในระยะยาวตลาดทุนไม่เดินตามเศรษฐกิจจริง นั่นหมายความว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือหรือความน่าดึงดูดของตลาด ซึ่งต้องพัฒนาเพิ่มเติม 

สำหรับสภาพความเป็นจริงของตลาดทุนไทยในวันนี้ ดร.เผ่าภูมิบอกว่า พรรคเพื่อไทยเห็นช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจจริงกับตลาดหุ้น เห็นว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องแก้ไข 

ดร.เผ่าภูมิบอกว่า ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเคยเป็นรัฐบาล ได้ดำเนินนโยบายหลายเรื่องไปแล้ว และจะเดินหน้าสานต่อในอนาคต เช่น ความพยายามจัดตั้ง ก.ล.ต.ดิจิทัล เพื่อแยกการกำกับดูแลสินทรัพย์ดั้งเดิมออกจากสินทรัพย์ดิจิทัล การจัดตั้งกองทุน ThaiESG ThaiESGX และกองทุนวายุภักษ์ การพัฒนา Investment Token การออก Sustainable Bond และ Sustainable-linked Bond ซึ่งจดทะเบียนในประเทศลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ยังได้ออกกรีนบอนด์และบลูบอนด์ และปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำและเป็นธรรมมากขึ้นให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันต่อไป หากมีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาล ดร.เผ่าภูมิได้เปิดเผยแนวทางสำคัญ ดังนี้

  1. โครงการ G-Token หรือพันธบัตรดิจิทัล เพื่อกระจายพันธบัตรรัฐบาลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสร้างตลาดรองที่มีความเข้มแข็ง
  2. โครงการ Tourist DigiPay เพื่อดึงเม็ดเงินจากสินทรัพย์ดิจิทัลของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย
  3. การผลักดันร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือไฟแนนเชียลฮับ ซึ่งพรรคเพื่อไทยหมายมั่นปั้นมือให้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจไทย
  4. การทำ Real-World Asset Tokenization (RWA Token) เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรของประเทศ
  5. โครงการหวยเกษียณ ซึ่งคาดว่าจะดึงเงินออมเข้าสู่กองทุนของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ได้ประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี และนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้
  6. การเร่งรัดกระบวนการเสนอขายหุ้น IPO ตั้งเป้าลดระยะเวลาในการเข้าจดทะเบียนเหลือไม่เกิน 1 ปี โดยผ่อนคลายข้อจำกัด เพื่อให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) สามารถเข้าระดมทุนในตลาดได้ง่ายขึ้น ด้วยเกณฑ์ที่แตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่
  7. การตั้งเป้าจำนวนบัญชีลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ที่ 4 ล้านบัญชี

นอกจากนั้น ดร.เผ่าภูมิบอกว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะยกระดับความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรองรับการเติบโตในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

ภูมิใจไทยดัน TISA ต่อ 

อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายตลาดทุนที่พรรคภูมิใจให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น เนื่องจากตอนนี้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะออกมาเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยนั้น จะเชื่อมโยงไปยังการสร้างการรับรู้ในเชิงบวกเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจไทย 

สิ่งที่ต้องทำคือเจตจำนงที่จะทำให้เป็นรูปธรรม เริ่มจากรัฐบางต้องส่งสัญญาณที่ดีออกไปผ่านนโยบายที่ชัดเจน และนโยบายทั้งหมดต้องดำเนินการให้ได้ครบสี่ปี เพื่อให้นักลงทุนเห็นถึงความมีเสถียรภาพทางการเมือง นอกจากนั้น จะส่งสัญญาณว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะมีวินัยทางการคลัง เพราะความเสี่ยงทางการคลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

“การส่งสัญญาณที่ดีเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะสร้างความมั่นใจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาได้” 

อนุชาบอกว่า ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้หากกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ภูมิใจไทยจะดำเนินการทุกอย่างให้ผู้ที่ทำความผิดหรือมีแผนการจะทำความผิดต้องได้รับโทษ ขณะเดียวกัน จะปรับปรุง แก้ไข และยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ตลาดทุนได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น อนุชาบอกว่า เรื่องการส่งเสริมการออมผ่านการลงทุนในตลาดทุนก็เป็นเรื่องที่ภูมิใจไทยจะทำต่อ โดยจะผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ TISA ต่อ

อนุชาแสดงความเห็นว่า ไม่ใช่ว่าคนไม่อยากลงทุน คนรุ่นใหม่ลงทุนแต่ลงทุนในต่างประเทศ มีคนน้อยมากที่กล้าลงทุนในหุ้นไทย เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องสร้างนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้คนมีความมั่นใจที่จะกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น 

รวมไทยสร้างชาติ ดึง LTF ดัน SET ทะยาน 2,000 จุด

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ราคาหุ้นจะขึ้นจากการที่นักลงทุนเห็นว่าบริษัทมีนวัตกรรม มีความสามารถในการหารายได้และสร้างกำไรให้เติบโตในอนาคต แต่ประเทศไทยสร้างนวัตกรรมไม่ได้ หา New S-Curve ไม่ได้ เพราะไทยไม่มีพลังงานสะอาดรองรับการลงทุนของบริษัทที่มีนวัตกรรม ส่วนสาเหตุที่ไม่มีพลังงานสะอาดนั้นเป็นเพราะมีการผูกขาดการผลิตไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้เซ็นสัญญาการผลิตไฟฟ้า 55,000 เมกะวัตต์ ผูกมัดไว้แล้ว ​พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเตรียมผลักดัน ‘กฎหมายเสรีโซลาร์’ เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ โดยไม่ต้องผ่านระบบโครงข่ายของรัฐ ไม่ต้องขออนุญาตซับซ้อนผ่านหลายหน่วยงาน

ดร.อรรถวิชช์ เสนอแนวคิดการดึงกองทุน LTF กลับมาแทนที่ SSF โดยปรับเงื่อนไขให้เข้ากับยุคสมัย กำหนดระยะเวลาถือครองเพียง 5 ปีปฏิทิน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มอาชีพอิสระและคนค้าขายออนไลน์ที่ต้องการสภาพคล่องสูง ซึ่งอรรถวิชช์มองว่า คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่จ่ายภาษีแต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ 

อรรถวิชช์เชื่อมั่นว่า หากได้เป็นรัฐบาลและได้นำกองทุน LTF กลับมาใช้ เม็ดเงินจาก LTF จะเป็นแรงส่งให้ SET Index ทะยานสู่ 2,000 จุดได้ในปีหน้า

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอ คือ ทำให้เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งปัจจุบันไม่มีการแข่งขัน ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ อรรถวิชช์ชี้ว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ให้เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ไทย คือ เครดิตบูโร ซึ่งประเทศไทยมีคนติดเครดิตบูโร 5 ล้านคน โดย 90% ในจำนวนนี้เป็นคนวัยทำงาน เมื่อคนมีความสามารถในการกู้น้อย ธนาคารจึงคิดดอกเบี้ยสูง ไม่มีการแข่งขันเรื่องดอกเบี้ย ดังนั้น ควรเปลี่ยนไปใช้ Credit Scoring ที่คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงแทน 

“เครดิตบูโรเหมือนบัญชีหนังหมา ประวัติด่างพร้อยแค่เดือนเดียวโดนแช่แข็ง 3 ปี ถ้ารวมไทยสร้างชาติเข้าไป ผมจะลบประวัติเลย ถ้าท่านจ่ายครบแล้วต้องปิดบัญชีทันที เพื่อให้กลับสู่ระบบ สามารถกู้บัญชีอื่นได้ทันที ถ้ารอให้แช่แข็งสามปี พังครับ เราต้องทำให้ธนาคารพาณิชย์เกิดการแข่งขัน โดยที่ตัววัดเป็น Credit Scoring ซึ่งแม่นยำขึ้น”

กล้าธรรมเน้นทำตลาดให้โปร่งใส 

นิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตลาดทุนที่ดีต้องมีความโปร่งใส ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจ และประชาชนต้องเห็นได้ชัดเจนว่าทุกบริษัทมีการกำกับดูแลเป็นอย่างไร 

นิกรกล่าวว่า ตลาดทุนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสามหลักการ คือ ดีมานด์ ซัพพลาย และกำไร-ปันผล ซึ่งด้านดีมานด์ในตลาดทุนไทยในวันนี้ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันยังซื้อ แต่นักลงทุนรายย่อยไม่ซื้อ   ส่วนซัพพลาย คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดที่มีอยู่ประมาณ 800 กว่าบริษัท ซึ่งราคาหุ้นต่ำมาก แม้ว่าผลการดำเนินงานดี งบการเงินดี นั่นเป็นเพราะไม่มีความโปร่งใส ซึ่งความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้จากการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.  

นิกรบอกว่า ประชาชนอยากได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคารอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเปลี่ยนมายด์เซตของประชาชนว่าการลงทุนเป็นเรื่องระยะยาว ไม่ใช่การเสี่ยงระยะสั้น และต้องให้ประชาชนทราบได้ชัดเจนว่า Rating ของแต่ละบริษัทอยู่ในระดับไหน

นิกรบอกอีกว่า ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของการลงทุนในประเทศไทย คือ agency conflict หรือความขัดแย้งระหว่างเจ้าของบริษัทเดิมกับผู้ถือหุ้น เนื่องจากเจ้าของบริษัทที่นำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดยังคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของบริษัท ไม่เปลี่ยนมายด์เซตว่าตนเองเป็นเพียงผู้บริหาร 

และอีกปัญหาหนึ่ง คือ นักลงทุนต่างชาติใช้ AI ส่งคำสั่งซื้อขายความถี่สูง (High Frequency Trading) ซื้อขายหุ้นทำให้ราคาขึ้นและจายออกเร็วกว่านักลงทุนรายย่อยในประเทศ ทำให้นักลงทุนรายย่อยเจ็บ ดังนั้น พรรคกล้าธรรมเสนอว่า ตลาดทุนไทยต้องมีการใช้ AI ติดตามธุรกรรมในตลาด (AI monitoring) เพื่อตรวจจับความผิดปกติแล้วเข้าไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด โดยที่รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator)  

ไทยก้าวใหม่เสนอไอเดียตั้งศาลตลาดทุน 

ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทยว่า พรรคมองว่ามี 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุน การเพิ่มปริมาณการซื้อขาย และการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่

ดร.คเณศระบุว่า หากพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ จะเชิญสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเข้าไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ เพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การทำงานด้านตลาดทุน พร้อมทั้งผลักดันให้ตลาดทุนมีบทบาทมากขึ้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ

ในประเด็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่ถูกบั่นทอนลง คเณศเสนอว่า รัฐบาลต้องทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานกำกับดูแลในการออกมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในตลาดทุน เช่น การยกระดับให้บริษัทหลักทรัพย์ดำเนินการรู้จักลูกค้า (KYC) อย่างเข้มข้นมากขึ้น และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านตลาดทุน โดยเสนอให้จัดตั้งศาลตลาดทุน เพื่อให้การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดทุน พร้อมระบบแจ้งเตือนความผิดปกติแบบทันที เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสื่อสารประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยและตลาดทุนไทยจะเดินหน้าปฏิรูประบบการทำงานให้มีความโปร่งใสมากขึ้น พร้อมทั้งมีระบบตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม 

สำหรับแนวทางการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน พรรคไทยก้าวใหม่มีแนวคิดจะนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยมีในอดีตกลับมาใช้ เช่น กองทุน LTF และการลงทุนในหุ้นที่กำหนดระยะเวลาการถือครอง นอกจากนี้ ยังมองว่า การส่งเสริมกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน โดยไม่ก่อให้เกิดภาระต่อหนี้ภาครัฐ

ในส่วนของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ดร.คเณศเห็นว่า ต้องเริ่มจากการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ และชวนบริษัทเหล่านั้นเข้าจดทะเบียนในตลาด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างและพัฒนา SME ที่มีศักยภาพ ให้สามารถเติบโตจนเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดทุนได้

ไทยสร้างไทยจะตั้งกองทุนป้องกันฟอร์ซเซล 

สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย แสดงความเห็นต่อแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยว่า ตลาดทุนไทยควรศึกษาประสบการณ์จากตลาดต่างประเทศ โดยยกตัวอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีระบบดูแลและต้อนรับบริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนอย่างเป็นระบบและเป็นมิตร ขณะเดียวกันก็มีความเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎ หากพบการกระทำผิดก็จะลงโทษทันที ความเฉียบขาดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ตลาดทุนไทยยังขาดอยู่

สุรเดชระบุว่า สิ่งที่ตลาดทุนไทยต้องการ คือ สินค้าใหม่ หรือบริษัทและผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งต้องมาพร้อมกับกฎกติกาที่ดึงดูดและเหมาะสม โดยตลาดหลักทรัพย์ควรปรับมายด์เซตให้มองบริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในฐานะ ‘ลูกค้าที่สุจริต’ และจัดการปัญหาเป็นรายกรณี แทนการออกกฎระเบียบแบบเหมารวม ที่สร้างภาระให้กับบริษัทส่วนใหญ่ เพียงเพราะการกระทำผิดของบางบริษัท

พรรคไทยสร้างไทยเสนอแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย ดังนี้ 

  1. เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนรับจำนำหุ้น โดยกำหนดเงื่อนไขไม่บังคับขายหุ้น (ไม่ฟอร์ซเซล) เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยลดแรงกดดันในตลาดและเสริมเสถียรภาพให้กับตลาดในระยะยาว
  2. พรรคไทยสร้างไทยจะส่งเสริมการออม โดยสอนเด็กเรื่องการออมเงินโดยลงทุนในหุ้นและออมในคริปโตเคอร์เรนซี เพราะการออมในหุ้นอย่างเดียวในยุคนี้ให้ผลตอบแทนไม่มากพอ 
  3. เสนอให้มีการจัดตั้งผู้ดูแลสภาพคล่อง (market maker) ที่ถูกกฎหมาย ตามแนวทางที่ใช้กันในตลาดทุนใหญ่ ๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยสร้างสมดุล ลดความผันผวน และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
  4. มีนโยบาย Tokenize Thailand และ Automate Thailand นำสินค้าและสินทรัพย์จริงมาทำเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมกับผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่มกระดานเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล 

พรรคประชาชนมุ่งสร้าง SME ศักยภาพสูงเข้าตลาด

ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของตลาดทุนมีเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกระดมทุนให้ธุรกิจนำเงินไปขยายกิจการและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบัน ตลาดทุนกลายเป็น “พื้นที่ออกของ” มากกว่าพื้นที่ระดมทุน

ดร.ชัยวัฒน์ระบุว่า ตลาดทุนไทยในขณะนี้เป็นสินทรัพย์ที่กำลังถูกด้อยค่า ราคาหุ้นจำนวนมากถูกกดลงหรือถูก discount ลงอย่างมาก และกำลังต้องการผู้นำทางนโยบายเข้ามาฟื้นฟูให้กลับมามีมูลค่าอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นผู้พลิกฟื้นหรือ turn around ตลาดทุนไทย 

ดร.ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ต่อเนื่องมานานราว 10 ปี และแทบไม่มีการเติบโต เนื่องจากขาดปัจจัยสำคัญที่จะสร้างการเติบโต นั่นคือ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีศักยภาพในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการกระตุ้นและกำหนดทิศทางจากภาครัฐผ่านนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘Orange Mega Project’ ที่มุ่งเปลี่ยนปัญหาของประชาชนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีของคนไทยเป็นฐาน เมื่อเกิดบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพ บริษัทเหล่านี้จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตลาดหุ้นไทยโตขึ้น 

เรื่องการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออมและสนับสนุนตลาดทุน พรรคประชาชนสนับสนุนระบบบัญชีออมเพื่อการลงทุน (TISA) มากกว่าการกลับไปใช้กองทุน LTF ในรูปแบบเดิม เนื่องจาก TISA ไม่มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนตายตัว เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกลงทุนได้และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ ขณะที่กองทุนรวมมีค่าธรรมเนียมสูง หากมี TISA ที่เปิดให้นักลงทุนซื้อหุ้นโดยตรงพร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะกดดันให้กองทุนต้องปรับลดค่าธรรมเนียมลง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน

สำหรับเรื่องสภาพคล่องในตลาดทุนที่ปรับลดลงอย่างมาก จากที่เคยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละประมาณ 100,000 ล้านบาท ในปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ดร.ชัยวัฒน์มองว่า สาเหตุอาจมาจากการกำหนดกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนกติกาของตลาดทุนไทยโดยเปรียบเทียบกับตลาดต่างประเทศ เพื่อประเมินว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ใช้อยู่นั้นแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ 

เรื่องสุดท้ายที่ ดร.ชัยวัฒน์ระบุว่าสำคัญที่สุด คือ เรื่องธรรมาภิบาล (governance) ตั้งแต่ระดับหน่วยงานกำกับดูแล คือ ก.ล.ต. ลงไปจนถึงระดับบริษัทจดทะเบียน โดยอ้างอิงถึงองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เคยประเมินและระบุชัดเจนว่า ไม่ควรเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานกำกับดูแล แต่ในปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองมีอำนาจอย่างเต็มที่ทั้งการแต่งตั้งและถอดถอน 

ดร.ชัยวัฒน์มองว่า การดำเนินคดีในหลายกรณียังล่าช้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้น หากต้องการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลตั้งแต่ระดับ regulator ไปจนถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุน

แชร์
ประชันวิสัยทัศน์ฟื้นตลาดทุน 8 พรรคจะใช้วิธีไหนดึงหุ้นไทยขึ้นจากหุบเหว