
สินค้าหนึ่งที่ใช้กันทั่วโลกและมีแนวโน้มจะราคาสูงขึ้นและอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง คือ ปุ๋ยเคมี ซึ่งตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตและส่งออกที่สำคัญ เมื่อสงครามส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่ง ทำให้อุปทาน (supply) ในตลาดโลกน้อยลง ราคาย่อมพุ่งขึ้นไปตามกลไกตลาด
สำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้งมีแหล่งนำเข้าสำคัญอยู่ที่ตะวันออกกลาง มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อราคาปุ๋ยในตลาดโลกสูงขึ้นราคาปุ๋ยในประเทศไทยย่อมสูงขึ้นตาม และต้นทุนที่สูงขึ้นจะกระทบกำไรของเกษตรกร และอาจลามต่อไปถึงราคาสินค้าอาหารในระยะถัดไป
ล่าสุด ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ นิกเคอิเอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ความกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนปุ๋ยในหลายประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยกระดับ และอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าออกจากอ่าวเปอร์เซีย
จอช ลินวิลล์ (Josh Linville) ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก StoneX ระบุว่า ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลก มีสัดส่วนการส่งออกราว 1 ใน 3 มาจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่ง 3 ใน 10 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ต่างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และติดชะงักอยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกลายเป็นจุดเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียด ทำให้สถานการณ์กำลังเลวร้ายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิง เมื่อการยกระดับความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่) กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก
“มันแทบจะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปี … จริง ๆ แล้วก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ดี แต่ตอนนี้อาจเลวร้ายที่สุดแล้ว” ลินวิลล์กล่าว
ตามข้อมูลของ Argus บริษัทที่ติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคายูเรียที่ซื้อขายในตลาดนิวออร์ลีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูง ปรับเพิ่มขึ้นราว 50-80 ดอลลาร์ต่อชอร์ตตัน (1 ชอร์ตตัน = 907.18 กิโลกรัม) แตะระดับ 520-550 ดอลลาร์สหรัฐต่อชอร์ตตัน ในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม คิดเป็นเพิ่มขึ้นประมาณ 10.6% ถึง 17.0% (ค่ากลาง 13.85%)
ลินวิลล์มองว่า ต้องเป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก จึงจะทำให้ราคาปรับตัวแรงขนาดนี้ ซึ่งปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
นอกจากยูเรียแล้ว ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งผลิตก๊าซและแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตปุ๋ย ซึ่งเดนนิส วอซเนเซนสกี (Dennis Voznesenski) นักเศรษฐศาสตร์เกษตรจาก Commonwealth Bank จากออสเตรเลียกล่าวว่า ปัจจัยนี้ยิ่งทำให้ต้นทุนปุ๋ยสูงขึ้นอีกในอีกทางหนึ่ง
วอซเนเซนสกีประเมินว่า ผลกระทบต่อเกษตรกรอาจรุนแรงกว่าช่วงที่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ซึ่งขณะนั้นราคาปุ๋ยพุ่งสูงเช่นกัน แต่ราคาธัญพืชก็ทะยานขึ้นตาม เพราะอุปทานในตลาดลดลง เนื่องจากยูเครนเป็นผู้ส่งออกสำคัญ แต่ในกรณีนี้ อิหร่านไม่ได้เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายสำคัญ จึงไม่น่ากระทบกระแสการค้าและราคาธัญพืชมากนัก รายได้ของเกษตรกรจึงอาจไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรถูกบีบให้เหลือน้อยลง
ลินวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก StoneX วิเคราะห์ว่า หากข้อจำกัดด้านอุปทานปุ๋ยยืดเยื้อ การแข่งขันแย่งซื้อจะผลักดันให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้นอีก และอาจทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้ คนที่ไม่สามารถจัดหาปุ๋ยได้เพียงพออาจต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้ไนโตรเจนน้อยลง หรือไม่ก็ต้องยอมรับผลจากการปลูกพืชเดิมโดยที่มีปุ๋ยไม่เพียงพอ ซึ่งจะได้ผลผลิตต่อไร่ที่ลดลง