
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหม่ หลังประกาศจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,776 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 63,900 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้กับบุคคล และกลุ่มพันธมิตรที่อ้างว่า ถูก‘ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธ’ ในยุครัฐบาลก่อนหน้า
กองทุนดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายบริหารอาจนำเงินภาษีประชาชนมาใช้เยียวยาผู้สนับสนุนทางการเมืองของประธานาธิบดี ผ่านกลไกของรัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายบริหารโดยตรง
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า กองทุนดังกล่าวมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘กองทุนต่อต้านการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธ’
ตัวเลข 1,776 ล้านดอลลาร์ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง เนื่องจากอ้างอิงปี 1776 ซึ่งเป็นปีประกาศเอกราชของสหรัฐฯ และมักถูกใช้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมเพื่อสื่อถึง ‘การกอบกู้ประเทศ’
รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดีทางการเมือง จะสามารถยื่นขอรับเงินเยียวยา ทั้งค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย ความเสียหายทางธุรกิจ และผลกระทบส่วนบุคคล
กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า ตัวทรัมป์เองจะไม่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุนนี้ แต่จะได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแทน
แม้รัฐบาลยังไม่เปิดเผยรายชื่อผู้มีสิทธิ์อย่างเป็นทางการ แต่ทรัมป์กล่าวอย่างชัดเจนว่า กลุ่มที่ถูกเล่นงานทางการเมือง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ควรได้รับการเยียวยา และรวมถึง
ทรัมป์กล่าวว่า คนเหล่านี้ถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย และรัฐบาลกำลังคืนความยุติธรรมให้พวกเขา
หนึ่งในบุคคลที่ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้ทันทีคือ ไมค์ ลินเดลล์l ผู้ก่อตั้งบริษัท MyPillow และพันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์
ลินเดลล์เผยว่า บริษัทของเขาถูกโจมตีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมระบุว่า พนักงานและธุรกิจของเขาควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีพันธมิตรใกล้ชิดทรัมป์หลายรายที่ได้รับข้อตกลงยอมความจากรัฐบาลไปแล้ว
การประกาศกองทุนนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ทรัมป์ตัดสินใจถอนฟ้องคดีเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS)
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พร้อมลูกชายของเขาได้ยื่นฟ้อง IRS และกระทรวงการคลัง โดยกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐปล่อยข้อมูลภาษีของครอบครัวทรัมป์ และบริษัทเดอะทรัมป์ ออร์กาไนเซชัน รั่วไหลซึ่งผิดกฎหมาย
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชารลส์ ลิตเติลจอห์น อดีตพนักงานสัญญาจ้างของ IRS ที่ถูกตัดสินจำคุก 5 ปี หลังนำข้อมูลภาษีของทรัมป์ และชาวอเมริกันอีกหลายพันรายไปเผยแพร่สู่สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม การถอนฟ้องของทรัมป์กลับยิ่งสร้างข้อสงสัยว่า มีการทำข้อตกลงทางการเมืองเบื้องหลังหรือไม่?
ฝ่ายเดโมแครต และองค์กรตรวจสอบภาคประชาชนออกมาวิจารณ์อย่างรุนแรง
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาระบุว่า นี่คือหนึ่งในการกระทำที่ทุจริตและเลวร้ายที่สุดของทรัมป์ พร้อมกล่าวหาว่า เขากำลังสร้างกองทุนลับเพื่ออุดหนุนเครือข่ายทางการเมืองของตนเอง
ด้านอดัม ชิฟฟ์ เตือนว่า กองทุนนี้อาจถูกใช้จ่ายให้กับผู้เกี่ยวข้องกับเหตุบุกอาคารรัฐสภา 6 มกราคม ซึ่งเขามองว่า เป็นเรื่องน่ารังเกียจในช่วงเวลาที่ประชาชนอเมริกันกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ
องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้บริโภคเผยว่า แผนดังกล่าวเทียบได้กับการตั้งกองทุนสนับสนุนเหตุจลาจล 6 มกราคม
ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางแคททารีน วิลเลียม ซึ่งดูแลคดีฟ้อง IRS ของทรัมป์ แสดงข้อสงสัยตั้งแต่ต้นว่า คดีดังกล่าวสมเหตุสมผลทางกฎหมายหรือไม่?
หลังทรัมป์ถอนฟ้อง ผู้พิพากษาระบุว่า ทีมทนายไม่ได้เปิดเผยต่อศาลว่ามีข้อตกลงยอมความเกิดขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงยุติธรรมควรอธิบายให้ชัดเจนว่าเหตุใดข้อตกลงนี้จึงจำเป็นต่อสาธารณะ?
ผู้พิพากษายังตั้งคำถามสำคัญว่ามีข้อพิพาททางกฎหมายจริงหรือไม่? รัฐบาลกำลังใช้กลไกของรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่? และมีการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือเปล่า?
อย่างไรก็ตาม การปิดคดีอย่างเป็นทางการ ทำให้คำถามเหล่านี้อาจไม่มีวันได้รับคำตอบในศาล
แม้พันธมิตรของทรัมป์หลายคนสนับสนุนแนวคิดนี้ แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนยังระมัดระวัง
รอน จอห์นสันระบุว่า หากรัฐบาลใช้อำนาจละเมิดประชาชนจริง ก็ควรมีการชดเชย
แต่โจนี เอิร์นส และจอห์น โฮเวน เรียกร้องให้ตรวจสอบรายละเอียดว่า เงินจะมาจากไหน? ใครมีสิทธิ์ได้รับ? และจะมีระบบตรวจสอบอย่างไร?
ขณะที่จอห์น เคนเนดี กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับหลักการเยียวยา แต่จะชอบน้อยลงทันที หากรัฐบาลต้องกู้เงินมาทำเรื่องนี้
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า กองทุนนี้อาจกลายเป็นคดีความ และวิกฤตการเมืองครั้งใหม่ของสหรัฐฯ เพราะเป็นการท้าทายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน
คำถามสำคัญคือ ประธานาธิบดีสามารถใช้กลไกรัฐเยียวยากลุ่มผู้สนับสนุนของตนเองได้หรือไม่? ใครเป็นผู้ตัดสินว่าถูกดำเนินคดีทางการเมืองจริง? และหากรัฐบาลสามารถใช้งบประมาณตอบแทนเครือข่ายทางการเมืองได้ จะยังเหลือเส้นแบ่งระหว่างรัฐ กับผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่หรือไม่?
สำหรับฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ นี่อาจเป็นการแก้ไขความอยุติธรรม แต่สำหรับฝ่ายต่อต้าน นี่อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้อง และตอบแทนฐานอำนาจทางการเมืองของตนเองในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ