
เราสามารถเขียนสคริปต์สำหรับสุนทรพจน์ได้ เราสามารถฝึกซ้อมการตอบคำถามได้ แต่สิ่งที่เราไม่สามารถเตรียมพร้อมได้เลยคือ ‘สัญชาตญาณ’
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้พบกันเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งประเทศจีนได้จัดการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่ และอลังการจนทรัมป์ปลื้มอกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่ลงเครื่อง ไปจนถึงการเจอสี จิ้นผิง ซึ่งทั้งคู่ได้จับมือกันบนพรมแดงก่อนเริ่มหารือประเด็นต่าง ๆ
แม้ว่าทุกอย่างจะฟังดูปกติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งคู่จับมือกันนานถึง 14 วินาที และวิธีการจับมือของทั้งคู่ก็ต่างออกไปจากเดิม รวมถึงการพูดของทั้งคู่ในห้องประชุมก็ต่างออกไปจากตัวตนที่เราเคยเห็นอย่างมาก แล้วสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?
SPOTLIGHT จะพาทุกคนมาวิเคราะห์ภาษากายของผู้นำมหาอำนาจทั้ง 2 คนไปพร้อมๆ กัน!
การจับมือกันในปัจจุบัน เป็นการทักทายที่ปกติทั่วไป แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 1 พันปีก่อน การจับมือทักทาย หมายถึงการแสดงออกให้ต่างฝ่ายต่างรู้ว่า ‘เรามาด้วยความสงบ’ และเป็นการยืนยันว่า ‘เรามาด้วยมือเปล่า’ ไม่มีอาวุธใดๆ ติดมือ ‘เราไม่ใช่ศัตรูของคุณ’
ในปัจจุบัน การจับมือกันถูกใช้ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และในชีวิตประจำวัน เพื่อแสดงออกถึงความเคารพ ความมั่นใจ ความเท่าเทียม และการสื่อถึงกัน ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่มีเสียง แต่หากพูดถึงจิตวิทยา การจับมือเอง ก็มีหลายแบบเช่นกัน อย่างการจับมือที่แน่น มองตา และมีระยะห่างที่เหมาะสม เป็นการแสดงถึงความหนักแน่น ให้ความมั่นใจ และแสดงความน่าเชื่อถือกับอีกฝ่าย
โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การจับมือเป็นสิ่งปกติมาก ซึ่งการจับมือของทรัมป์ เคยเป็นประเด็นที่ทั่วโลกพูดถึง และวิเคราะห์มาแล้ว เพราะการจับมือของเขา เรียกว่า ‘การจับมือแบบกระชาก’ เขามักจะดึงอีกฝ่ายเข้าหาตัว บีบมืออีกฝ่ายแน่นๆ ตบที่หลังอีกคนเบา ๆ เหมือนอีกฝ่ายทำงานให้กับเขา เพื่อแสดงถึงอำนาจของตัวเองเหนืออีกฝ่าย
แต่เมื่อวานการจับมือของทรัมป์ กับสี จิ้นผิง กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
หลังจากการทักทาย สี จิ้นผิงได้ทักทายทีมงานของสหรัฐฯ อย่างมาร์โก รูบิโอ, สกอตต์ เบสเซนต์ และพีท เฮกเซธ ขณะที่ทรัมป์ก็ทักทายฝ่ายจีนเช่นกัน จากนั้นมีการตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และเมื่อทรัมป์เห็นเด็ก ๆ โบกธงต้อนรับ เขาก็ยิ้มแย้ม ปรบมือ และเอื้อมไปตบแขนสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ ทั้งคู่เคยปรากฏตัวร่วมกันมาแล้วรวม 7 ครั้ง ซึ่งล่าสุด คือที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
ในการเจรจา ปกติแล้วเราจะคุ้นเคยกับการที่ทรัมป์เล่นมุขตลกเพื่อลดความตึงเครียด แต่ครั้งนี้เขากลับใช้คำชมแทน ทรัมป์กล่าวกับสี จิ้นผิงว่า “สี จิ้นผิง เป็นผู้นำที่เก่ง และเยี่ยมมาก ๆ” "เป็นเกียรติที่ได้อยู่กับคุณ" และ "ได้เป็นเพื่อนกับคุณ" พร้อมรับปากว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะดีกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งนักเวิคราะห์กล่าวว่า นี่แสดงให้ถึงความจริงจังในครั้งนี้ของทรัมป์ เพราะเป็นได้ยากมากสำหรับคนที่เรียกทุกคนว่า “ไอ้ขี้แพ้” จะหาคำชมที่ไม่มีที่สิ้นสุดกับสี จิ้นผิงได้
หลังจากการเจรจาหารือ สี จิ้นผิง ได้พาทรัมปืไปเยี่ยมชมหอสักการะฟ้าเทียนถาน ซึ่งทั้งคู่แสดงถึงความใกล้ชิด และความสนิทสนมกัน และเมื่อสื่อข่าวถามทรัมป์ว่า “การเจรจาเป้นอย่างไรบ้าง” ทรัมป์ตอบสั้น ๆ ว่า “เยี่ยม สถานที่นี้ยอดเยี่ยมมาก ประเทศจีนสวยสุด ๆ” นักวิเคราะห์กล่าวว่า สำหรับคนที่บ่นไปกับทุกเรื่อง เขาใช้คำอธิบายสั้น ๆ เพียง 3 คำไม่มีอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม เป็นภาพที่หาดูได้ยากมาก
นักวิเคราะห์ยังสังเกตเห็นอีกว่า ในการเจรจา แม้ในห้องประชุม หรือหลังการเจรจา ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะใช้น้ำเสียงที่แตกต่างออกไปจากปกติ ซึ่งมีความนุ่มนวล และเป็นกันเองกว่า ซึ่งปกติเขาจะใช้เสียงที่ดัง และหนักแน่น นี่แสดงให้เห็นว่า การประชุมครั้งนี้สำคัญกับเขาทั้งคู่มาก เพราะทั้งคู่ต่างรู้ว่า หากอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์อาจตกอยู่ในอันตราย เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์กำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย
อย่างไรก็ตาม ผลการหารือมีทิศทางไปในทางที่ดี แต่ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป เพราะการตัดสินใจสามารถเปลี่ยนไปได้ทุกนาที