Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวี ร่วมกับ คอนโดพร้อมอยู่จาก Grand Unity จัดแคมเปญ “อมรินทร์ทีวี 12 ปี มีเปย์ ดูทั้งวัน แจกทุกวัน”Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ธุรกิจโลกเจ็บหนักจากศึกอิหร่าน แบกต้นทุนรวมแล้ว 8.1 แสนล้านบาท
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ธุรกิจโลกเจ็บหนักจากศึกอิหร่าน แบกต้นทุนรวมแล้ว 8.1 แสนล้านบาท

18 พ.ค. 69
18:04 น.
แชร์

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก หลังการวิเคราะห์ของรอยเตอร์พบว่า บริษัททั่วโลกต้องแบกรับต้นทุนจากความขัดแย้งครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8.1 แสนล้านบาท และตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง เส้นทางการค้าที่ติดขัด และห่วงโซ่อุปทานที่ถูกกดดันจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของตลาดพลังงานโลก เมื่อการขนส่งและพลังงานมีต้นทุนสูงขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบเริ่มเห็นได้จากถ้อยแถลงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น โดยมีบริษัทอย่างน้อย 279 แห่งระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องออกมาตรการป้องกันความเสียหายทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นราคา ลดกำลังการผลิต ระงับการจ่ายเงินปันผลหรือการซื้อหุ้นคืน พักงานพนักงาน เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน หรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากภาครัฐ

แรงกดดันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้หลายบริษัทต้องระมัดระวังมากขึ้นในการประเมินช่วงที่เหลือของปี เพราะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกระทบทั้งต้นทุน การบริโภค และกำไรของบริษัท ขณะที่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสงครามจะคลี่คลายในเร็ว ๆ นี้

'ช่องแคบฮอร์มุซ' จุดเปราะบางเศรษฐกิจโลก

แรงกดดันหลักของสงครามครั้งนี้มาจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เมื่อเส้นทางนี้ถูกตัดขาด ราคาน้ำมันจึงพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่าช่วงก่อนสงครามมากกว่า 50% ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลต่อธุรกิจเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ภาคขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบจากห่วงโซ่อุปทานโลก

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปถึงค่าขนส่งที่แพงขึ้น อุปทานวัตถุดิบที่ตึงตัว และเส้นทางการค้าสำคัญที่สะดุดลง วัตถุดิบหลายประเภทได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ฮีเลียม อะลูมิเนียม โพลีเอทิลีน และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ซึ่งเป็นต้นทางของสินค้าและบริการจำนวนมาก ตั้งแต่เครื่องสำอาง ยางรถยนต์ ผงซักฟอก ไปจนถึงธุรกิจเรือสำราญและสายการบิน

จากการตรวจสอบของรอยเตอร์ บริษัท 1 ใน 5 ที่อยู่ในการวิเคราะห์ระบุว่าได้รับผลกระทบทางการเงินจากสงครามครั้งนี้ โดยบริษัทจำนวนมากอยู่ในสหราชอาณาจักรและยุโรป ซึ่งมีต้นทุนพลังงานสูงอยู่แล้วก่อนเกิดสงคราม ขณะเดียวกัน เกือบ 1 ใน 3 เป็นบริษัทจากเอเชีย สะท้อนว่าทั้งสองภูมิภาคพึ่งพาน้ำมันและผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางอย่างมาก

ภาพรวมจึงชี้ว่า ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจพลังงานหรืออุตสาหกรรมหนักเท่านั้น แต่กำลังค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ธุรกิจปลายน้ำและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งแพงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ก็มีโอกาสถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันในท้ายที่สุด

บริษัททั่วโลกเร่งขึ้นราคา ลดต้นทุน และหั่นคาดการณ์กำไร

เพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ รอยเตอร์ระบุว่า บริษัททั่วโลกเริ่มปรับตัวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการผลกระทบทางการเงิน การปรับเปลี่ยนการดำเนินงาน และการขึ้นราคาสินค้า หลายบริษัทเลือกปรับราคาขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บางแห่งหันมาควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดมากขึ้น ตั้งแต่การลดกำลังการผลิต ระงับแผนคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น ไปจนถึงการพักงานพนักงาน

ท่าทีเหล่านี้สะท้อนว่า ภาคธุรกิจไม่ได้มองสงครามครั้งนี้เป็นเพียงความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่เริ่มประเมินว่า ความขัดแย้งอาจกดดันโครงสร้างต้นทุนและผลประกอบการไปตลอดช่วงที่เหลือของปี โดยเฉพาะในธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งระหว่างประเทศสูง

กรณีของ Whirlpool เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน มาร์ก บิตเซอร์ ซีอีโอของบริษัท กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ระดับการถดถอยของอุตสาหกรรมในครั้งนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเคยเห็นในช่วงวิกฤตการเงินโลก และยังสูงกว่าช่วงเศรษฐกิจถดถอยอื่น ๆ” หลังจาก Whirlpool ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีลงครึ่งหนึ่ง และระงับการจ่ายเงินปันผล ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

บิตเซอร์ยังชี้ว่า ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มชะลอการซื้อสินค้าใหม่ และหันไปซ่อมแซมสินค้าเดิมแทน พฤติกรรมนี้สะท้อนกำลังซื้อที่เปราะบางมากขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพสูงและความเชื่อมั่นอ่อนแอ สำหรับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าในครัวเรือน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การส่งผ่านต้นทุนด้วยการขึ้นราคาทำได้ยากขึ้น เพราะหากขึ้นราคามากเกินไป ผู้บริโภคอาจยิ่งเลื่อนการซื้อออกไปอีก

นอกจากนี้ บริษัทขนาดใหญ่หลายรายยังเริ่มออกมาเตือนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น Procter & Gamble ประเมินผลกระทบต่อกำไรหลังหักภาษีไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Toyota ของญี่ปุ่นเตือนว่าอาจได้รับผลกระทบ 4,300 ล้านดอลลาร์ ส่วน Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยของมาเลเซีย ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ระบุว่ากำลังเผชิญภาระต้นทุนจากความขัดแย้งครั้งนี้

สายการบินรับภาระหนักสุดจากต้นทุนเชื้อเพลิง

ในบรรดาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ สายการบินเป็นกลุ่มที่แบกรับต้นทุนจากสงครามมากที่สุด โดยบริษัทในกลุ่มนี้ระบุต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมรวมเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าต้นทุนรวมที่ผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระบุไว้รวมกันถึงสามเท่า

ผลกระทบต่อสายการบินสะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงโดยตรง และมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้บางบริษัทสามารถเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันหรือปรับเส้นทางบินได้ แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ความสามารถในการรักษาอัตรากำไรถูกกดดันอย่างหนัก

นอกจากสายการบินแล้ว บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ และวัสดุเกือบ 40 แห่งระบุว่าจะปรับขึ้นราคาเนื่องจากมีความเสี่ยงจากอุปทานปิโตรเคมีในตะวันออกกลาง 

Newell Brands ระบุว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเพิ่มต้นทุนให้บริษัทประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Continental ผู้ผลิตยางรถยนต์เยอรมนีคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างน้อย 100 ล้านยูโรตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เพราะราคาน้ำมันทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น

ผลกระทบต่อกำไรยังมาไม่เต็ม แต่แรงกดดันกำลังสะสม

แม้ตลาดหุ้นหลักอย่าง S&P 500 ยังปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ได้ และกำไรบริษัทในไตรมาสแรกยังดูแข็งแกร่ง แต่สัญญาณการปรับลดประมาณการเริ่มปรากฏชัดขึ้น ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม คาดการณ์อัตรากำไรสุทธิไตรมาส 2 ของบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ถูกปรับลดลง 0.38 จุดเปอร์เซ็นต์ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.14 จุดเปอร์เซ็นต์ และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นลดลง 0.08 จุดเปอร์เซ็นต์

ในยุโรป นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ประเมินว่าบริษัทในดัชนี STOXX 600 จะเริ่มเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไรตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป เนื่องจากการส่งผ่านต้นทุนเพิ่มเติมไปยังผู้บริโภคทำได้ยากขึ้น และการป้องกันความเสี่ยงผ่านสัญญาเฮดจิงเริ่มหมดอายุ ขณะที่ UBS ระบุว่ากลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาผู้บริโภคโดยตรง เช่น รถยนต์ โทรคมนาคม และสินค้าในครัวเรือน เริ่มเผชิญการปรับลดคาดการณ์กำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเกิน 5%

ในญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไรไตรมาส 2 ลงครึ่งหนึ่งเหลือ 11.8% นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ผลกระทบที่แท้จริงของสงครามต่อกำไรบริษัทส่วนใหญ่อาจยังไม่ปรากฏเต็มที่ในงบการเงิน แต่กำลังสะสมอยู่ในต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง วัตถุดิบ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

ต้นทุนสงครามเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอ

แรงกดดันจากสงครามอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงมหภาคที่อาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันและค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง บริษัทจำนวนมากอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภคและทำให้ความเชื่อมั่นเปราะบางลง

เมื่อเทียบกับแรงกระแทกด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2568 ซึ่งบริษัทหลายร้อยแห่งระบุต้นทุนรวมมากกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ต้นทุนจากสงครามครั้งนี้ที่ทะลุ 25,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่เดือนสะท้อนความรุนแรงของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ต่อภาคธุรกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายสำคัญในช่วงต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่คือการประเมินว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อเพียงใด หากช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นคอขวดของพลังงานโลก และราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ความเสียหายทางการเงินอาจขยายจากงบกำไรขาดทุนของบริษัทไปสู่เงินเฟ้อ การบริโภค การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ที่มา: Reuters

แชร์
ธุรกิจโลกเจ็บหนักจากศึกอิหร่าน แบกต้นทุนรวมแล้ว 8.1 แสนล้านบาท