
ตลาดหุ้นไทยเปิดการซื้อขายเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงแรงกว่า 30 จุด หลุดระดับ 1,500 จุด โดยดัชนีลดลงมาแตะระดับประมาณ 1,493.16 จุด ก่อนที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,501.56 จุด เมื่อเวลาประมาณ 10.44 น. อย่างไรก็ตาม ดัชนียังคงปรับลดลง 26.70 จุด หรือคิดเป็นการลดลง 1.75% จากวันทำการก่อนหน้า
แรงกดดันสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ว่าการสู้รบอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้กระแสเงินทุนทั่วโลกเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่ง รวมถึงตลาดหุ้นไทย เผชิญแรงขายในช่วงเปิดตลาด
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASIA PLUS Securities) ระบุว่า สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร "Operation Epic Fury" โจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 นำไปสู่การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และการตอบโต้กลับอย่างดุเดือดไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรทั่วภูมิภาค ทั้งในอิรัก คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และยูเออี
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำพุ่งทะยานรับความเสี่ยง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกในทันที โดยดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลกทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป ปรับตัวลดลงราว 1%
ในทางกลับกัน เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" อย่างทองคำ ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นกว่า 2.4% รวมถึงราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ที่ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเกือบ 9-10% มาแตะระดับ 72 และ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามลำดับ
ในขณะนี้ ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ความเสี่ยงในการปิดล้อม "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันโลกประมาณ 30% ต้องผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังทวีปเอเชีย นำโดยจีน (38%) และอินเดีย (15%)
ทางด้าน Bloomberg Economics ได้ประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบไว้ 3 กรณี โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Extreme Scenario) หากความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่ "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ" ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงกว่านั้นได้ทันที
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่าการนำเข้าจากภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนภาคการผลิตและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมของตลาดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASIA PLUS Securities) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทย (SET) จะแข็งแกร่งและทนทานกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) เป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดถึง 31% ความผันผวนของราคาน้ำมันขาขึ้นจึงกลายเป็นแรงพยุงดัชนี นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและพลังงานของไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจ ทั้งค่า P/E และ P/BV ที่ต่ำ รวมถึงมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนรับอานิสงส์-เลี่ยงหุ้นรับผลกระทบ บล. เอเซีย พลัส ได้จัดเตรียมกลยุทธ์รับมือความผันผวนจาก "Operation Epic Fury" โดยแบ่งกลุ่มหุ้นดังนี้
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ในกลุ่ม SCBX ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากภาวะ “Risk-off” ของนักลงทุนทั่วโลก หลังสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ขณะที่ตลาดเริ่มขาดปัจจัยหนุนเพิ่มเติม ทั้งการผ่านช่วงประกาศผลประกอบการไปแล้ว การซึมซับปัจจัยการเมืองในประเทศไปมาก รวมถึงระดับมูลค่าหุ้นที่เริ่มตึงตัว ประกอบกับวันทำการถัดไปเป็นวันหยุด จึงมีโอกาสเกิดแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงในระยะสั้น
ทางเทคนิคประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับบริเวณ 1,490–1,480 จุด หากยังยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ ภาพรวมตลาดยังไม่เสียหายมากนัก ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,510–1,520 จุด
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และมีรายงานว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ทางทหารต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทพลังงานและบริษัทเดินเรือหลายแห่งประกาศระงับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว หลังมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ราคาทองคำ เงินดอลลาร์ และตราสารหนี้ปรับตัวขึ้น พร้อมกับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงิน
ในด้านตลาดพลังงาน กลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนเมษายน 2569 อีก 206,000 บาร์เรลต่อวัน ตามแผนเดิมของไตรมาส 2/2569 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 137,000 บาร์เรลต่อวัน แม้การเพิ่มกำลังผลิตจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทาน แต่ประเด็นสงครามและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีแนวโน้มหนุนราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวยังสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เนื่องจากกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก คิดเป็นราว 20% ของอุปทานโลก ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่พึ่งพา LNG ประมาณหนึ่งในสี่ของการนำเข้าทั้งหมด ความเสี่ยงด้านอุปทานจึงอาจผลักดันราคา LNG ให้ปรับตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP
ด้านนโยบายภาครัฐ กระทรวงการคลังได้จัดตั้ง “War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินผลกระทบหลัก 6 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานจากการเดินเรือ การท่องเที่ยวระยะไกลที่อาจได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจชะลอลง ความเสี่ยงต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม ซึ่งยังประเมินว่าอยู่ในระดับจำกัด
กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ โดยมีปริมาณสำรองสำหรับใช้ได้ประมาณ 38 วัน และหากรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งจะเพียงพอราว 61 วัน ขณะที่ LNG คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยมีเรือบรรทุก LNG อยู่ระหว่างการขนส่งเข้าประเทศอีก 2 ลำในเดือนมีนาคม 2569
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน InnovestX มองว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกจะเผชิญแรงกดดันและความผันผวนสูงในระยะสั้น ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เงินดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ Bond Yield มีแนวโน้มปรับลดลงจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อแต่ไม่น่าจะลุกลามเป็นวงกว้าง
จากสถิติในอดีตของเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อแต่ไม่ขยายวง เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาสในปี 2566 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลดลงราว 50-75 จุด หรือประมาณ 3-5% ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วง 72 ชั่วโมงข้างหน้า ได้แก่ ความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดกั้นยืดเยื้อ และระดับการแทรกแซงของจีนและรัสเซีย ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของความขัดแย้งได้
กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้ปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงและใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือป้องกันความผันผวน โดยหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP, PTT และ BCP อาจใช้เป็นเครื่องมือ Hedging จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มเดินเรือ เช่น PSL, TTA, RCL และ PRM อาจได้แรงหนุนจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น หากเส้นทางเดินเรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อหลีกเลี่ยงตะวันออกกลาง ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาเดินเรือยาวขึ้นและอุปทานเรือในตลาดตึงตัว
สำหรับหุ้น Defensive ที่มีอำนาจกำหนดราคา เช่น ADVANC, TRUE, BEM และ CHG อาจเป็นทางเลือกเมื่อราคาปรับตัวลงแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน หรือเมื่อดัชนีอ่อนตัวลงใกล้แนวรับบริเวณ 1,480-1,460 จุด ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศอาจพิจารณาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น RTX, LHX และ LMT รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น DAOL-DEFENSE หรือ ETF ที่อ้างอิง Global X Defense Tech ETF (SHLD)
อีกทางเลือกหนึ่งคือการลงทุนในทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยกองทุนทองคำ เช่น K-GOLD-A(A) และ ETF อย่าง SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM) ยังเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ในช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนสูง