
แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางลุกลามสู่ตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนเร่งลดความเสี่ยงท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมากดดันนโยบายดอกเบี้ยอีกครั้ง
ภาพตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นหลังความขัดแย้งในอิหร่านยกระดับสะท้อนแรงเทขายกระจายทั่วทุกตลาด ตั้งแต่เอเชียไปจนถึงสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียได้รับแรงกระแทกมากกว่า เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้รับแรงกระแทกรุนแรงที่สุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเจ็บรองลงมา
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 4 มีนาคม ซึ่งเป็นวันทำการที่สองหลังเหตุโจมตีอิหร่าน เปิดตลาดที่ 1,393.68 จุด ลดลงทันที 72.83 จุด หรือ -4.97% จากระดับปิดวันที่ 2 มีนาคม ที่ 1,466.51 จุด สะท้อนแรงขายตั้งแต่เปิดกระดาน
แรงกดดันหลักมาจากความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ ดันราคาพลังงานสูงขึ้น กระทบต้นทุนภาคธุรกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อ
ระหว่างการซื้อขายภาคเช้า แรงเทขายขยายวงกว้าง ดัชนีไหลลงลึกจนแตะระดับ 1,348.99 จุด ลดลง 117.52 จุด หรือคิดเป็น -8.01% จากวันทำการก่อนหน้า เข้าเกณฑ์ Circuit Breaker Level 1 เมื่อเวลา 12.18 น.
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงประกาศหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) รวมถึงหลักทรัพย์ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้ง Index Futures, Index Options และ Single Stock Futures เป็นการชั่วคราว 30 นาที (Circuit Breaker) โดยหยุดการซื้อขายในเวลา 12:18 ถึง 12:30 น.
แรงเทขายจากความกังวลยังคงปกคลุมตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต่ออีกวันในวันที่ 4 มีนาคม หลังดัชนี Kospi ที่เคยพุ่งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในรอบปีที่ผ่านมาทรุดตัวต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ร่วงอีก 11% ต่อจากวันก่อนหน้าที่ดิ่ง 7.2% ส่งผลให้เป็นการปรับฐานสองวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 หุ้นบลูชิพที่เคยเป็นพระเอกของรอบขาขึ้นอย่าง Samsung Electronics, SK Hynix และ Hyundai Motor กลับกลายเป็นตัวฉุดตลาดหลักในรอบนี้
ความผันผวนในตลาดหุ้นเกาหลีรุนแรงถึงขั้นต้องหยุดการซื้อขายในตลาด Kospi และ Kosdaq ชั่วคราว 20 นาที หลังดัชนีร่วงแตะเกณฑ์ -8% ตามกลไกเซอร์กิตเบรกเกอร์
ปัจจัยลบหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่านที่ดันราคาน้ำมันพุ่ง กดดันแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และกระทบประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างเกาหลีใต้ ทำให้นักลงทุนเริ่มทบทวนการถือครองหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้า
นักลงทุนจำนวนมากชี้ว่าแรงขายถูกเร่งจากการบังคับปิดสถานะ (forced liquidation) ของนักลงทุนที่ใช้มาร์จิน โดยก่อนเกิดแรงเทขาย หนี้มาร์จินในระบบพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนกระแสรายย่อยที่แห่กู้เงินมาเก็งกำไรในช่วงตลาดร้อนแรง
ข้อมูลการซื้อขายภาคเช้าชี้ว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ใน Kospi กว่า 1 ล้านล้านวอน ขณะที่รายย่อยยังเข้าซื้อ แต่ด้วยมูลค่าที่ชะลอลงมากเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่า หากตลาดปรับลงต่อ อาจเห็นแรงบังคับขายรอบใหม่จากมาร์จินคอล ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมภาวะผันผวน
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมอ่อนแรง แต่หุ้นบางกลุ่มยังปรับขึ้น เช่น หุ้นกลาโหมและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้อานิสงส์จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แรงขายในรอบนี้อาจเป็นเพียงการคลายสถานะลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงโลกที่เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นสัญญาณแตกหักของปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจเกาหลีโดยตรง
ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น Nikkei ปรับตัวลดลงในวงกว้างเมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม ท่ามกลางแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง โดย ณ เวลา 09.32 น. ตามเวลาญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ร่วง 2.3% มาอยู่ที่ 54,963.35 จุด นับเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ก่อนจะขยายช่วงลบลงอีกในระหว่างวัน ณ เวลา 14.40 น. ตามเวลาญี่ปุ่น ร่วงลงแล้ว -3.60%
ชูทาโร่ ยาสุดะ นักวิเคราะห์ตลาดจาก Tokai Tokyo Intelligence Laboratory ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวนนี้ นักลงทุนต้องการขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นออกมาก่อน แล้วค่อยประเมินทิศทางอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มสงบ
แรงกดดันต่อตลาดมาจากเหตุการณ์ที่กองกำลังอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ความขัดแย้งที่ลุกลามไปถึงเลบานอนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก และผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่เป็นตัวฉุดหลัก โดย Advantest และ Tokyo Electron ปรับตัวลดลงเกือบ 3% ทั้งคู่ นอกจากนี้ ดัชนีอุตสาหกรรมทั้ง 33 กลุ่มปรับตัวลงทั้งหมด โดยกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันร่วงหนักที่สุด 5.7%
อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นบางตัวที่ปรับขึ้นสวนทางตลาด ได้แก่ Sony Group ที่เพิ่มขึ้น 0.83% และ Nintendo ที่บวก 1.4%
ฝั่งหุ้นสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและส่งผลต่อราคาพลังงาน
แรงขายกระจายตัวในหลายกลุ่ม โดยหุ้นกลุ่มวัสดุปรับลงมากที่สุด ขณะที่ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX) ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนความกังวลในตลาดเกี่ยวกับความขัดแย้งที่จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงจากเหตุโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งลุกลามไปยังพื้นที่รอบอ่าวและเลบานอน
นักวิเคราะห์จาก Northern Trust Asset Management ระบุว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่นักลงทุนเริ่มกังวลต่อระยะเวลาของสงครามและผลกระทบต่อราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของวันตลาดฟื้นตัวจากการร่วงลงมากกว่า 2% ในช่วงต้นวัน สะท้อนว่านักลงทุนยังรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง
ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.94% Nasdaq ลดลง 1.00% และ Dow Jones ลดลง 0.82% โดย S&P 500 ปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเชิงลบทางเทคนิค