Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
บริหารเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร ไม่ให้พลาดท่าในวันวิกฤต
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

บริหารเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร ไม่ให้พลาดท่าในวันวิกฤต

15 มิ.ย. 69
11:39 น.
แชร์

Article Stories by SET Zooom in กับเรื่องใกล้ตัวที่ท้าทายวินัยทางการเงินของทุกคน นั่นคือแนวคิดการบริหาร “เงินสำรองฉุกเฉิน”

หลายคนเมื่อเก็บหอมรอมริบจนได้เงินก้อนนี้สำเร็จ มักจะเกิดคำถามในใจว่า “เราควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้เฉย ๆ หรือควรเอาไปลงทุนให้งอกเงย แล้วถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริง ๆ ค่อยไปรูดบัตรเครดิตแก้ขัดเอา แบบไหนคือ ทางเลือกที่ถูกต้องกันแน่”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินเตือนไว้ว่า “การนำเงินสำรองฉุกเฉินทั้งหมดไปลงทุน มีความเสี่ยงที่แท้จริงซ่อนอยู่” เพราะวัตถุประสงค์หลักของเงินก้อนนี้คือ การเป็น “เบาะรองรับกระแทก” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันในชีวิต เช่น ถูกเลิกจ้างกะทันหัน อุบัติเหตุที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจากสวัสดิการ หรือแม้แต่การต้องซ่อมแซมบ้านและรถยนต์

จริงอยู่ที่การทิ้งเงินสดไว้เฉย ๆ อาจทำให้เราเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุน (เช่น นำไปลงทุนในหุ้น ทองคำ) แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ “การลงทุนทุกประเภทมีโอกาสขาดทุน” และวิกฤตในชีวิตของเรา มักจะมาพร้อมกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาพอดี

คำถามแรกที่เราต้องตอบให้ได้ คือ แล้วควรมีเงินสำรองก้อนนี้เท่าไหร่
แครี คาร์โบนาร์โร (Cary Carbonaro) นักวางแผนการเงิน แนะนำตัวเลขมาตรฐานไว้ที่ “6 เดือนของรายจ่ายประจำ”
แต่ตัวเลขนี้สามารถยืดหยุ่นได้ตามบริบทของแต่ละคน เช่น

  • มนุษย์เงินเดือนที่มีความมั่นคงสูงหรือครอบครัวที่มีรายได้จากทั้งสามีและภรรยา อาจจะลดระดับการสำรองเงินลงมาเหลือ 3 เดือน ก็เพียงพอ เพราะความเสี่ยงที่รายได้จะหายไปพร้อมกันทั้งครอบครัวนั้นมีน้อย
  • ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือเจ้าของธุรกิจ SME ที่รายได้ในแต่ละเดือนมีความผันผวน ก็ควรตั้งเป้าเก็บเงินสำรองให้ครอบคลุมรายจ่ายถึง 1 ปีเต็ม เพราะหากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือสูญเสียลูกค้ารายใหญ่ จะมีเวลาตั้งหลักได้นานกว่า
  • ผู้เข้าสู่วัยเกษียณ สำหรับกลุ่มนี้ “ต้องมีเงินสดสำรองไว้เสมอ” เพราะเป้าหมายในวัยนี้ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่งเชิงรุกอีกต่อไป แต่คือความปลอดภัยและสภาพคล่องในการเข้าถึงเงิน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

ทีนี้ มาถึงประเด็นสำคัญที่หลายคนมักจะติดกับดัก นั่นคือการคิดว่า “เอาเงินไปลงทุนก่อนดีกว่า ถ้าฉุกเฉินจริงๆ ค่อยรูดบัตรเครดิตจ่ายเอา” หากเราดูข้อมูลจะเห็นภาพความจริงที่น่าตกใจ

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้สูงสุดถึง 16% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น มักจะอยู่ที่ประมาณ 8% ถึง 10% ต่อปี เท่านั้น

นี่คือสมการที่ขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้น หากติดดอยจากการลงทุน แล้วต้องมารับภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูงกว่าผลกำไรที่คาดหวัง การเป็นหนี้เพื่อรักษาสถานะการลงทุนเอาไว้ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ลองจินตนาการถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หากตกงานและจำเป็นต้องใช้เงินด่วน แต่เงินสำรองกลับติดอยู่ในพอร์ตลงทุนที่กำลังติดลบ 30% การที่ต้องเทขายสินทรัพย์ลงทุนในตอนนั้น จะเป็นการ “ล็อกผลขาดทุน” ให้เกิดขึ้นจริงในทันที ทั้งที่หากมีเงินสดสำรอง ก็จะสามารถถือสินทรัพย์ลงทุนต่อไปเพื่อรอให้ตลาดฟื้นตัวได้

คำถามคือ แล้วเราควรนำเงินสำรองฉุกเฉินไปเก็บไว้ที่ไหน ให้ปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลที่สุด และกฎเหล็กคือ ต้องมีสภาพคล่องสูง เข้าถึงได้ทันที

และทางเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้คือ “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์” และเครื่องมือที่ตอบโจทย์ที่สุด คือ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล (e-Savings)

ปัจจุบันดอกเบี้ยเฉลี่ยของบัญชีเงินฝาก e-Savings จะอยู่ที่ประมาณ 0.50% - 3.00% ต่อปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขวงเงินฝากและธนาคาร โดยส่วนใหญ่จะให้ดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินฝากก้อนแรก (มักจะไม่เกิน 1 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุดคู่ฝากทั่วไป ที่สำคัญคือ ยังคงคุณสมบัติของการเป็น “เงินสด” ที่สามารถกดโอนผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อนำมาจ่ายในยามฉุกเฉินคได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง

ขอทิ้งท้ายมุมมองเชิงจิตวิทยาว่า การมีเงินสดสำรอง ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังให้ “ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” เมื่อวิกฤตมาเยือน การรู้ว่าเรามีเงินสดที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน จะทำให้รู้สึกมั่นคง ไม่ตื่นตระหนก และมีสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าคนที่ต้องวิ่งวุ่นหาเงินกู้ หรือเฝ้ามองพอร์ตลงทุนที่กำลังร่วงหล่นด้วยความกังวล

ดังนั้น เงินสำรองฉุกเฉิน 3 ถึง 6 เดือน ให้เก็บไว้ในบัญชีที่มีสภาพคล่องสูง เข้าถึงได้ทันที เพื่อความอุ่นใจ ส่วนเงินที่เหลือจากนั้น ค่อยนำไปจัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อย่าลืมว่าวินัยในการวางแผนล่วงหน้า คือ กุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกวิกฤตทางการเงินไปได้

ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
Link: https://youtu.be/yOuSaG6krdk

กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว

แชร์
บริหารเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร ไม่ให้พลาดท่าในวันวิกฤต