
Article Stories by SET Zooom in กับเรื่องใกล้ตัวที่ท้าทายวินัยทางการเงินของทุกคน นั่นคือแนวคิดการบริหาร “เงินสำรองฉุกเฉิน”
หลายคนเมื่อเก็บหอมรอมริบจนได้เงินก้อนนี้สำเร็จ มักจะเกิดคำถามในใจว่า “เราควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้เฉย ๆ หรือควรเอาไปลงทุนให้งอกเงย แล้วถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริง ๆ ค่อยไปรูดบัตรเครดิตแก้ขัดเอา แบบไหนคือ ทางเลือกที่ถูกต้องกันแน่”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินเตือนไว้ว่า “การนำเงินสำรองฉุกเฉินทั้งหมดไปลงทุน มีความเสี่ยงที่แท้จริงซ่อนอยู่” เพราะวัตถุประสงค์หลักของเงินก้อนนี้คือ การเป็น “เบาะรองรับกระแทก” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันในชีวิต เช่น ถูกเลิกจ้างกะทันหัน อุบัติเหตุที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจากสวัสดิการ หรือแม้แต่การต้องซ่อมแซมบ้านและรถยนต์
จริงอยู่ที่การทิ้งเงินสดไว้เฉย ๆ อาจทำให้เราเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนจากการลงทุน (เช่น นำไปลงทุนในหุ้น ทองคำ) แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ “การลงทุนทุกประเภทมีโอกาสขาดทุน” และวิกฤตในชีวิตของเรา มักจะมาพร้อมกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาพอดี
คำถามแรกที่เราต้องตอบให้ได้ คือ แล้วควรมีเงินสำรองก้อนนี้เท่าไหร่
แครี คาร์โบนาร์โร (Cary Carbonaro) นักวางแผนการเงิน แนะนำตัวเลขมาตรฐานไว้ที่ “6 เดือนของรายจ่ายประจำ”
แต่ตัวเลขนี้สามารถยืดหยุ่นได้ตามบริบทของแต่ละคน เช่น
ทีนี้ มาถึงประเด็นสำคัญที่หลายคนมักจะติดกับดัก นั่นคือการคิดว่า “เอาเงินไปลงทุนก่อนดีกว่า ถ้าฉุกเฉินจริงๆ ค่อยรูดบัตรเครดิตจ่ายเอา” หากเราดูข้อมูลจะเห็นภาพความจริงที่น่าตกใจ
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้สูงสุดถึง 16% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้น มักจะอยู่ที่ประมาณ 8% ถึง 10% ต่อปี เท่านั้น
นี่คือสมการที่ขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้น หากติดดอยจากการลงทุน แล้วต้องมารับภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่สูงกว่าผลกำไรที่คาดหวัง การเป็นหนี้เพื่อรักษาสถานะการลงทุนเอาไว้ จึงเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ลองจินตนาการถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หากตกงานและจำเป็นต้องใช้เงินด่วน แต่เงินสำรองกลับติดอยู่ในพอร์ตลงทุนที่กำลังติดลบ 30% การที่ต้องเทขายสินทรัพย์ลงทุนในตอนนั้น จะเป็นการ “ล็อกผลขาดทุน” ให้เกิดขึ้นจริงในทันที ทั้งที่หากมีเงินสดสำรอง ก็จะสามารถถือสินทรัพย์ลงทุนต่อไปเพื่อรอให้ตลาดฟื้นตัวได้
คำถามคือ แล้วเราควรนำเงินสำรองฉุกเฉินไปเก็บไว้ที่ไหน ให้ปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลที่สุด และกฎเหล็กคือ ต้องมีสภาพคล่องสูง เข้าถึงได้ทันที
และทางเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้คือ “บัญชีเงินฝากออมทรัพย์” และเครื่องมือที่ตอบโจทย์ที่สุด คือ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล (e-Savings)
ปัจจุบันดอกเบี้ยเฉลี่ยของบัญชีเงินฝาก e-Savings จะอยู่ที่ประมาณ 0.50% - 3.00% ต่อปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขวงเงินฝากและธนาคาร โดยส่วนใหญ่จะให้ดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินฝากก้อนแรก (มักจะไม่เกิน 1 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุดคู่ฝากทั่วไป ที่สำคัญคือ ยังคงคุณสมบัติของการเป็น “เงินสด” ที่สามารถกดโอนผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อนำมาจ่ายในยามฉุกเฉินคได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง
ขอทิ้งท้ายมุมมองเชิงจิตวิทยาว่า การมีเงินสดสำรอง ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังให้ “ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” เมื่อวิกฤตมาเยือน การรู้ว่าเรามีเงินสดที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน จะทำให้รู้สึกมั่นคง ไม่ตื่นตระหนก และมีสติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าคนที่ต้องวิ่งวุ่นหาเงินกู้ หรือเฝ้ามองพอร์ตลงทุนที่กำลังร่วงหล่นด้วยความกังวล
ดังนั้น เงินสำรองฉุกเฉิน 3 ถึง 6 เดือน ให้เก็บไว้ในบัญชีที่มีสภาพคล่องสูง เข้าถึงได้ทันที เพื่อความอุ่นใจ ส่วนเงินที่เหลือจากนั้น ค่อยนำไปจัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยงที่เรารับได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
อย่าลืมว่าวินัยในการวางแผนล่วงหน้า คือ กุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นทุกวิกฤตทางการเงินไปได้
ติดตามบทความนี้ในรูปแบบคลิป VDO ได้ใน YouTube SET Zooom in
Link: https://youtu.be/yOuSaG6krdk
กด Subscribe กด กระดิ่งแจ้งเตือน www.youtube.com/@SETZooomin ซูมชัด ๆ มีโอสามตัว