
ทรัมป์เฉลยแล้ว! ในการประชุม G7 ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ และอิหร่านเซ็นข้อตกลงสันติภาพแล้ว โดยรายละเอียดของข้อตกลงคาดว่าจะเปิดเผยได้ในเร็ว ๆ นี้
ตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 7,000 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ประเทศเลบานอน และอิหร่าน นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกทางด้านพลังงานยังปั่นป่วนด้วยจากผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีความยาวประมาณ 2 หน้า และเป็นข้อตกลงแบบกว้าง ๆ โดยได้มีการเผยเนื้อหาข้อตกลงบางส่วน ดังนี้
ย่อหน้าที่หนึ่งของเอกสารข้อตกลงระบุว่า อิหร่านจะตกลงส่งเสริมสันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการยุติการให้เงินสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาจะต้องทำสัญญาข้อผูกมัดที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะไม่มีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้น
เจ.ดี.แวนซ์ กล่าวเสริมว่า ความขัดแย้งหลาย ๆ อย่างจะมีการหารือกันอย่างละเอียดอีกทีในอนาคต โดย MOU ทำหน้าที่ในการวางกรอบการทำงานที่จะทำให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ หากปฏิบัติตามข้อตกลง โดยทั้งสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ก็จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร คืนเงินสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ และส่งมอบเงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9,600 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนฟื้นฟูประเทศ
ขณะนี้ข้อตกลงได้รับการลงนามแบบดิจิตอลร่วมกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และโมฮัมหมัด-บาเกร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้มีการขยายกรอบเวลาการหยุดยิงไปอีก 60 วัน เพื่อเจรจารายละเอียดขั้นสุดท้ายต่อไป
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่า รายละเอียดข้อตกลงเพิ่มเติมจะเปิดเผยในวันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้
เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ เผยว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานปกติอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา ทรัมป์อ้างว่าขณะนี้ เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มทยอยเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซแล้ว หลังจากที่เขาได้สั่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากปฏิบัติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน
อิหร่านได้มีการแสดงท่าทีว่า จะยังคงควบคุมช่องแคบร่วมกับโอมาน ซึ่งทางสหรัฐฯ กล่าวว่าช่องแคบจะเปิดให้สัญจรโดยไม่เสียค่าผ่านทางเป็นเวลา 60 วัน และคาดหวังว่าข้อกำหนดดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้ายด้วย
แม้ว่าข้อตกลงล่าสุดจะช่วยปลดล็อกการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านได้ แต่ผู้ขนส่งสินค้ากล่าวว่า การขนส่งสินค้าจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ก็ต่อเมื่อมั่นใจในความปลอดภัยแล้วเท่านั้น
นอกจากนี้การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์คาดว่าจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยอิหร่านเผยว่า จะทำการลดขนาดโครงการตามที่มีการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ในปี 2558 แต่ประเด็นขัดแย้งคือ ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนั้นแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นประธานาธิบดียุคแรก เพราะข้อตกลงนั้นทำให้อิหร่านได้รับเงินคืนหลายพันล้านดอลลาร์จากทรัพย์สินถูกอายัดไว้ ซึ่งทรัมป์มองว่านั่นเป็นการส่งเงินสดให้กับอิหร่าน แต่ข้อตกลงใหม่นี้ ทรัมป์ต้องการจะกำจัดคลังยูเรเนียมของอิหร่านให้หมดสิ้น ซึ่งทางอิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอด และย้ำว่าไม่มีเจตนาที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์
แม้นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยจะประกาศว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึงการยุติปฏิบัติการทางทหารทุกสนามรบ รวมถึงในเลบานอน แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กลับชี้แจงว่า การถอนทหารอิสราเอลออกจากเลบานอน "ไม่ใช่เงื่อนไข" ของข้อตกลงนี้ และอิสราเอลยังคงรักษาสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมายืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในเขตความมั่นคงในเลบานอน ซีเรีย และกาซาเท่าที่จำเป็น และจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาดไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งภายหลังการประกาศข้อตกลงสันติภาพไม่นาน สื่อเลบานอนก็รายงานว่ามีการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลใส่รถยนต์ในเลบานอนตอนใต้ ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงขีปนาวุธ และโดรนตอบโต้กลับทันที
ทางด้านฝั่งอิหร่าน: กองทัพอิหร่านมองว่าข้อตกลงนี้เป็นชัยชนะ โดยระบุว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านก็เผยว่า อิหร่านยังคงไม่ไว้ใจสหรัฐฯ และมองว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงหนึ่งก้าวเพื่อลดความตึงเครียดเท่านั้น โดยมาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า MOU นี้เป็นก้าวสำคัญของข้อตกลง แต่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะต้องเจรจา และดำเนินต่อไป
ทางด้านฝั่งยุโรป: ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความยินดี โดยเน้นย้ำว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และพวกเขาพร้อมที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร หากอิหร่านทำตามขั้นตอนที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์