
หากย้อนกลับไปในอดีตกว่า 35 ปีที่แล้ว ภูมิภาคตะวันออกกลางเคยเกิดสงครามครั้งใหญ่อย่าง “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” มาแล้ว ซึ่งสมรภูมิครั้งนั้นดึงเอาหลายประเทศทั่วโลกเข้ามาพัวพันโรมรัน
คู่ขัดแย้งในสงครามอ่าวครั้งนั้นคืออิรักและคูเวต ก่อนจะลุกลามไปเป็นความตึงเครียดระดับภูมิภาค ครั้งนั้น สหรัฐฯ นำกองกำลังพันธมิตรเปิดปฏิบัติการในคูเวตเพื่อขับไล่อิรักออกไป ก่อนจะประกาศปลดปล่อยคูเวตเป็นอิสระ
วิกฤตครั้งนั้นยังมีซาอุดิอาระเบียและอิสราเอลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เนื่องจากความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของแหล่งผลิตน้ำมันในอิรักและคูเวต โดยราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าในช่วงเวลานั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ปรเทศไทยของเราก็เจอกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ
มาจนถึงปัจจุบัน ไฟกำลังลุกไหม้ในตะวันออกกลางอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนคู่ขัดแย้งเป็นสหรัฐฯ - อิสราเอลยืนอยู่ฝ่ายเดียวกัน ส่วนอีกฝ่ายคืออิหร่าน
ความน่าประหลาดใจคือ เมื่อครั้งสงครามอ่าว สหรัฐฯ รับบทเป็นฮีโร่ นำกองกำลังเข้าช่วยเหลือปลดปล่อยคูเวตเป็นอิสระ เพราะถูกอิรักคุกคามก่อน แต่มาคราวนี้ สหรัฐฯ รับบทเป็น “อะไร” กันแน่ เพราะถึงแม้สหรัฐฯ จะอ้างเรื่องอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคจากความทะเยอทะยานด้านโครงการนิวเคลียร์ แต่ความคลุมเครือของบทบาทในการทำสงครามครั้งนี้ อาจจะทำให้สหรัฐฯ ถูกมองแตกต่างออกไป หรืออย่างน้อย ก็ไมได้รับการมองว่าเป็นฮีโร่อีกแล้ว
Spotlight พาย้อนวันวาน ดูที่มาที่ไปของสงครามอ่าวและผลกระทบที่เกิดขึ้นในเวลานั้น มาจนถึงวิกฤตครั้งใหม่ที่อาจจะเลวร้ายไม่ต่างกัน เพราะทุกครั้งที่ภูมิภาคแห่งนี้เกิดการสู้รบ ทั่วโลกจะต้องรู้สึกถึงความระส่ำระส่าย เนื่องจากตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตพลังงานโลก และทุกครั้งที่ไฟลุกท่วมตะวันออกกลาง ราคาเชื้อเพลิงก็ทะยานขึ้นราวกับเปลวเพลิงนั่นเอง
หากจะเล่าถึงสงครามอ่าวเปอร์เซีย หรือที่เราจะเรียกสั้น ๆ ว่า สงครามอ่าว ต้องย้อนไปถึงความขัดแย้งระหว่างอิรักและอิหร่าน ซึ่งมีความขัดแย้งกันมานานก่อนหน้านี้ จนกระทั่งอิรักประกาศหยุดยิงกับอิหร่านในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2531 แทนที่สงครามจะจบลงพร้อมความสงบ สิ่งที่ตามมากลับเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ อิรักแทบล้มละลาย และเป็นหนี้ก้อนโตต่อซาอุดิอาระเบียกับคูเวต รัฐบาลอิรักพยายามกดดันให้ทั้งสองชาติยกหนี้ให้ทั้งหมด แต่ซาอุฯ และคูเวตไม่ยอม นอกจากนี้ อิรักยังกล่าวหาคูเวตว่าผลิตน้ำมันเกินโควตาโอเปก จนทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิรักที่กำลังเปราะบางให้ทรุดหนักลงไปอีก
เมื่อราคาน้ำมันร่วง รายได้หลักของประเทศก็หายวับ รัฐบาลอิรักถึงขั้นเรียกสถานการณ์นี้ว่า “สงครามทางเศรษฐกิจ” และชี้นิ้วไปที่คูเวตว่าเป็นต้นเหตุ พร้อมกล่าวหาว่ามีการเจาะท่อเอียงล้ำเข้ามาในแหล่งน้ำมันรูมาเลียบริเวณชายแดน
นอกจากนี้ รากของปัญหายังย้อนลึกไปถึงประวัติศาสตร์ อิรักอ้างว่าคูเวตเคยเป็นส่วนหนึ่งของตนมาตั้งแต่ยุคออตโตมัน และมองว่า การกำหนดพรมแดนโดยอังกฤษคือมรดกจากลัทธิจักรวรรดินิยมที่จำกัดทางออกสู่ทะเลของอิรัก
กระทั่งวันที่ 2 สิงหาคม 2533 สงครามอ่าวได้เปิดฉากขึ้น เมื่อกองกำลังทหารอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำเผด็จการในสมัยนั้น เคลื่อนกำลังพลเข้าโจมตีและยึดคูเวต
หลังอิรักบุกยึดคูเวต ความวิตกของชาติตะวันตกไม่ได้หยุดอยู่แค่ดินแดนเล็ก ๆ แห่งนั้น หากแต่ขยับไปที่ซาอุดิอาระเบียทันที เพราะหากกองทัพของซัดดัม ฮุสเซน เคลื่อนตัวลงใต้และยึดแหล่งน้ำมันของซาอุฯ ได้สำเร็จ เท่ากับว่าอิรักจะกุมหัวใจพลังงานโลกไว้ในมือ ทั้งน้ำมันของตนเอง ของคูเวต และของซาอุฯ รวมกัน ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างริยาดห์กับแบกแดดก็เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว จากเงินกู้มหาศาลที่ซาอุฯ เคยสนับสนุนอิรักในสงครามอิหร่าน–อิรัก ซึ่งซัดดัมมองว่าไม่จำเป็นต้องชดใช้ เพราะเขาถือว่าได้ “ตอบแทน” ด้วยการสกัดอิหร่านให้แล้ว
ประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ผู้นำสหรัฐฯ ในสมัยนั้นจึงประกาศเปิด “ปฏิบัติการโล่ทะเลทราย” ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 ส่งทหารและยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลเข้าสู่ซาอุดิอาระเบียตามคำร้องขอของรัฐบาลริยาดห์ พร้อมเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินรบที่ทยอยเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย สัญญาณชัดเจนว่าความขัดแย้งครั้งนี้กำลังขยายตัวเกินกว่าข้อพิพาทสองประเทศ
ต่อมา กองกำลังพันธมิตร ที่นำโดยสหรัฐฯ ประกอบด้วย 35 ประเทศได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อปลดปล่อยคูเวต นำไปสู่ “ปฏิบัติการพายุทะเลทราย” (Desert storm) โดยกองกำลังพันธมิตร ได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศในอิรักครั้งใหญ่ในวันที่ 17 มกราคม 2534
สหรัฐฯ และสหประชาชาติให้เหตุผลชัดเจนต่อสาธารณะว่า การเข้าแทรกแซงครั้งนี้คือการตอบโต้การรุกรานอธิปไตยของคูเวต และเพื่อปกป้องพันธมิตรสำคัญอย่างซาอุดิอาระเบีย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช แถลงต่อสภาคองเกรสว่า กองทัพอิรักกว่าแสนคนพร้อมรถถังหลายร้อยคันกำลังคุกคามภูมิภาค และสหรัฐฯ จำเป็นต้องลงมือเพื่อหยุดยั้งการรุกรานครั้งนี้
ปฏิบัติการทางทหารเริ่มต้นด้วยการโจมตีทางอากาศและทางทะเล ก่อนจะเปิดฉากรุกภาคพื้นดินในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 กองกำลังผสมจากสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสบุกทะลวงแนวป้องกันอิรักทั้งทางตะวันตกและใต้ของคูเวต การรบหลายจุดเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ความเหนือกว่าทางอาวุธและการวางแผนทำให้ฝ่ายพันธมิตรสูญเสียน้อย ขณะที่กองทัพอิรักได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้อิรักจะยิงขีปนาวุธสกั๊ดตอบโต้และสร้างความสูญเสีย แต่แนวรบก็ถูกผลักดันอย่างรวดเร็ว
เมื่อการรุกคืบเร็วกว่าที่คาด กองทัพอิรักเริ่มล่าถอยพร้อมกับวางเพลิงบ่อน้ำมันหลายร้อยแห่ง ควันดำปกคลุมท้องฟ้าคูเวต ขบวนทหารถอยทัพถูกโจมตีจนถนนสายหนึ่งถูกเรียกว่า “ทางหลวงมรณะ” กระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังผ่านศึกภาคพื้นดินเพียง 100 ชั่วโมง ประธานาธิบดีบุชประกาศหยุดยิงและยืนยันว่าคูเวตได้รับอิสรภาพแล้ว
ผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับจากวิกฤติการณ์น้ํามันในอดีตที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมาโดยตลอด
เมื่อมาถึงยุคสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 ราคาน้ํามันในตลาดโลกสูงขึ้นจนเป็นวิกฤติการณ์น้ํามันอีกครั้ง ช่วงเวลาดังกล่าวราคาน้ํามันนําข้าของไทยปรับตัวสูงขึ้น คือ จากระดับราคา 18.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม พ.ศ. 2533 เพิ่มเป็น 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2533 และราคาน้ำมันในประเทศก็ขยับขึ้น โดยเบนซินจาก 8.45 บาท เป็น 11.05 บาท เท่ากับขึ้นมา 31% ส่วนดีเซลขยับขึ้นจาก 6.10 บาท เป็น 8.40 บาท/ลิตร เท่ากับขึ้นมา 38%
ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลกต้องไหลผ่านจุดคอขวดเพียงไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ทางผ่านแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก
เมื่อใดก็ตามที่ช่องแคบแห่งนี้ถูกคุกคาม ไม่ว่าจะด้วยสงคราม การคว่ำบาตร หรือการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาพลังงานในตลาดโลกมักตอบสนองทันที เพราะความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในภูมิภาค แต่สะเทือนไปถึงปั๊มน้ำมันในเอเชีย โรงงานในยุโรป และต้นทุนขนส่งทั่วโลก
ความแตกต่างที่เห็นชัดสุดระหว่างสงครามอ่าวและสงครามอิหร่านล่าสุดคือ เมื่อครั้งสงครามอ่าว นั่นเป็นสงครามแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นสงครามที่เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และพันธมิตรได้รับมติเห็นชอบจากสหประชาชาติ เพื่อผลักดันอิรักออกจากคูเวต โดยการรบมีจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดชัดเจน และเป้าหมายทางทหารก็ตรงไปตรงมา
แต่ในสงครามล่าสุดนี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ออกมาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของสหรัฐ ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ต่อการทำสงครามครั้งนี้แตกต่างจากเมื่อในอดีตอย่างเห็นได้ชัด
และไม่ใช่เพียงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ ทรัมป์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาคองเกรสด้วยซ้ำไป โดยตามปกติแล้ว การประกาศสงครามของสหรัฐฯ ต้องให้สภาคองเกรสเป็นผู้ที่มีอำนาจประกาศ แต่ทรัมป์ก็อาศัยความคลุมเครือของรัฐธรรมนูญในการเริ่มสงครามเองโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบแต่อย่างใด
ความไม่ชัดเจนของเหตุผลที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ในการบุกก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้การทำสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ของสหรัฐฯ ไม่ได้รับการมองว่าเป็นฮีโร่แล้ว แต่ผู้เขียนก็ไม่กล้าสรุปว่า ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในขณะนี้คืออะไร แต่ที่ทราบแน่ชัดคือ ไม่ใช่พระเอกในสายตาของผู้คนจำนวนมากอย่างแน่นอน