
ราคาพลังงานโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักวิเคราะห์มองว่าการหยุดชะงักของเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก และอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะต่อไป โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมากซึ่งถูกประเมินว่าจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง บริษัทหลักทรัพย์ Nomura ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศในเอเชียที่มีความเปราะบางมากที่สุดต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันสุทธิของไทยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 4.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
นอกจากนี้ ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยแย่ลงประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP ส่งผลให้แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันทีหากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หลังผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว พร้อมเตือนว่าเรือทุกลำที่พยายามเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวจะถูกโจมตีทันที โดยสื่อของอิหร่านได้รายงานคำเตือนนี้อย่างเป็นทางการ
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่าน ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าพลังงานโลก เนื่องจากเป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดต่างประเทศ ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2568 มีน้ำมันดิบไหลผ่านช่องแคบแห่งนี้เฉลี่ยประมาณ 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 31% ของปริมาณน้ำมันดิบทั้งหมดที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก
นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบางสำนักคาดว่าราคาน้ำมันอาจทะยานทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6% มาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มขึ้นเกือบ 10% นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น
นอกจากน้ำมันดิบแล้ว การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ทั่วโลก ก็เผชิญความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากต้องอาศัยเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะ LNG จากกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก
ทั้งนี้ Kpler ระบุว่า กาตาร์ได้ระงับการผลิตเมื่อวันจันทร์ หลังโดรนของอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในเมืองอุตสาหกรรม Ras Laffan Industrial City และ Mesaieed Industrial City ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ
Nomura ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเทศในเอเชียที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ได้แก่ ไทย อินเดีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ขณะที่มาเลเซียอาจอยู่ในสถานะได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ
ในระดับภูมิภาค นักวิเคราะห์มองว่าเอเชียใต้มีแนวโน้มเผชิญผลกระทบด้านพลังงานรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งพึ่งพาแหล่งพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า กาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแหล่งส่งออก LNG ถึง 99% ของปากีสถาน 72% ของบังกลาเทศ และ 53% ของอินเดีย ทำให้ประเทศในเอเชียใต้มีความเสี่ยงสูงหากเกิดการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงาน
ปากีสถานและบังกลาเทศถูกมองว่ามีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากมีคลังสำรองพลังงานจำกัดและมีทางเลือกในการจัดหาเชื้อเพลิงไม่มาก ขณะเดียวกัน บังกลาเทศกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนก๊าซเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว โดยสถาบัน Institute for Energy Economics and Financial Analysis ระบุว่า ประเทศกำลังขาดก๊าซมากกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
โกะ คาตายามะ นักวิเคราะห์หลักจาก Kpler อธิบายว่า หากการส่งมอบ LNG เกิดการหยุดชะงัก ปากีสถานและบังกลาเทศมีแนวโน้มต้องลดการใช้พลังงานในภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว มากกว่าการเข้าไปแข่งขันซื้อ LNG ในตลาด spot ซึ่งมีต้นทุนสูงและผันผวน
สำหรับอินเดีย นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเสี่ยงโดยรวมสูงที่สุดในภูมิภาค เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้า LNG มาจากแหล่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งสัญญาซื้อขายจำนวนมากยังผูกกับราคาน้ำมัน Brent ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและราคาสัญญา LNG จะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกทั้งด้านอุปทานพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก UBP ระบุเพิ่มเติมว่า ประมาณ 60% ของการนำเข้าน้ำมันของอินเดียมาจากตะวันออกกลาง ดังนั้น หากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ก็จะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
ในส่วนของจีน แม้จะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ซื้อหลักของน้ำมันอิหร่าน โดยมากกว่า 80% ของการส่งออกน้ำมันอิหร่านถูกส่งไปยังจีนตามข้อมูลของ Kpler แต่จีนยังมีความยืดหยุ่นด้านพลังงานมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนมาจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ประมาณ 40% ของการนำเข้าน้ำมันต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามการประเมินของ UBP อย่างไรก็ตาม จีนมีคลังสำรองพลังงานขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ คลังสำรอง LNG ของจีนอยู่ที่ประมาณ 7.6 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อ จีนอาจต้องหันไปแข่งขันซื้อ LNG จากมหาสมุทรแอตแลนติกมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดพลังงานในเอเชียตึงตัวขึ้น และอาจกระตุ้นการแข่งขันด้านราคาพลังงานทั่วภูมิภาค
บริษัทวิเคราะห์พลังงาน Rystad Energy ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มการส่งออกน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศผู้บริโภครายใหญ่ เช่น จีน อาจช่วยบรรเทาผลกระทบต่อตลาดพลังงานได้ในระยะสั้น โดย UBP ยังประเมินว่า แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของภูมิภาค แต่ก็ไม่ได้เป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน
สำหรับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ข้อมูลจาก UBP ระบุว่า ตะวันออกกลางเป็นแหล่งนำเข้าน้ำมันประมาณ 75% ของญี่ปุ่น และประมาณ 70% ของเกาหลีใต้
ในด้าน LNG การพึ่งพาแหล่งพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียของทั้งสองประเทศต่ำกว่าเอเชียใต้ โดยเกาหลีใต้จัดหา LNG จากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 14% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 6% ตามการประเมินของ Kpler
แม้ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนอุปทานโดยตรงอาจไม่รุนแรงเท่าเอเชียใต้ แต่ผลกระทบด้านราคายังคงมีแนวโน้มสูง เศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน จึงมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากราคาพลังงาน
ในด้านคลังสำรองพลังงาน เกาหลีใต้มี LNG สำรองประมาณ 3.5 ล้านตัน ขณะที่ญี่ปุ่นมีประมาณ 4.4 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการพลังงานในระดับคงที่ได้ประมาณสองถึงสี่สัปดาห์
สำหรับเกาหลีใต้ การนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ GDP ซึ่ง Nomura ระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อแรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า ผลกระทบระยะแรกมีแนวโน้มปรากฏในรูปของ “ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น” มากกว่าการขาดแคลนอุปทานในทันที โดยเฉพาะผู้ซื้อ LNG ที่พึ่งพาตลาด spot ซึ่งจะต้องเผชิญต้นทุนทดแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเทศในเอเชียต้องแข่งขันกับยุโรปในการจัดหา LNG จากมหาสมุทรแอตแลนติก
สำหรับประเทศไทย Nomura ประเมินว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันมากที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิคิดเป็นประมาณ 4.7% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเอเชีย
Nomura ยังประเมินว่า ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแย่ลงประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ของ GDP สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา: CNBC