
บรรยากาศภายในห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาวร้อนระอุขึ้นทันที เมื่อสื่อมวลชนรุมกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกำหนดการสิ้นสุดสงครามกับอิหร่าน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องแรงกดดันด้านเวลา ทรัมป์กลับสวนกลับสั้น ๆ ด้วยท่าทีเย็นชาแต่ทรงพลังว่า “อย่าเร่งผม” พร้อมลั่นวาจาว่า คนที่มีปัญหาเรื่องเวลาจริงๆ ไม่ใช่เขา แต่เป็นอิหร่านที่กำลังถูกบีบให้ถึงทางตัน
ไม่เพียงแต่เมินเฉยต่อกรอบเวลา แต่ทรัมป์ยังยกระดับความรุนแรงของสงครามครั้งนี้ไปอีกขั้น ด้วยการประกาศคำสั่งสายฟ้าแลบถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ “ยิงและสังหาร” เรือทุกประเภทที่กล้าเข้ามาวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำชัดว่า “ห้ามมีความลังเล” พร้อมโชว์ความเหนือกว่าด้วยการระบุว่า เรือรบหลักของอิหร่านนั้นจมลงสู่ก้นทะเลไปหมดแล้ว
เบื้องหลังท่าทีที่ดูเหมือนไม่รีบร้อนแต่ดุดันนี้ ทรัมป์ยังเปิดศึกสงครามจิตวิทยาด้วยการตอกย้ำว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังอยู่ในสภาวะ “ไร้หัวเรือ” และโกลาหลจนสหรัฐฯ ไม่รู้จะเจรจากับใคร นี่คือเกมอำนาจที่เต็มไปด้วยการเดิมพัน ทั้งเรื่องจุดยุทธศาสตร์น้ำมันโลกและการจัดการกับศัตรูที่ทรัมป์อ้างว่ากำลังระส่ำระสายจากภายใน
เบื้องหลังคำสั่ง ‘ยิงทิ้ง’ และศึกสงครามจิตวิทยาที่อิหร่านกำลังเผชิญ คืออะไรกันแน่?
แม้โลกจะจับจ้องว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่ทรัมป์กลับใช้กลยุทธ์ “ความอดทนเชิงรุก” ในการตอบโต้แรงกดดันเรื่องกรอบเวลา โดยเขานำประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า สงครามใหญ่ ๆ ไม่เคยใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืน ทรัมป์ระบุว่า “เราอยู่ในเวียดนามนานถึง 18 ปี เราอยู่ในอิรักนานหลายปีมาก... แม้แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เรายังใช้เวลาถึง 4 ปีครึ่งเกือบ 5 ปี”
ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า การหยุดยิงในขณะนี้เป็นสัญญาณบวกในการเจรจา พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ของฝ่ายอิหร่านว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะ “โกลาหลภายใน” จนไม่อาจตั้งตัวได้ทัน พร้อมตอกย้ำว่าการเมืองภายในอิหร่านไร้เสถียรภาพ “พวกเขาต้องการทำข้อตกลง เราพูดคุยกับพวกเขาแล้ว แต่ปัญหาคือพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้นำประเทศ พวกเขากำลังสับสนวุ่นวาย เราจึงให้โอกาสพวกเขาได้สะสางความโกลาหลของตัวเองไปก่อน”
และทรัมป์ได้ยืนยันอีกครั้งว่า เขารู้สึกไม่กดดันที่จะต้องยุติสงครามอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเขาจะเคยตั้งกรอบเวลาเดิมไว้ที่สี่ถึงหกสัปดาห์ก็ตาม โดยเขายกประเด็นที่อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เนื่องจากการปิดล้อมทางทะเลที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้
“ผมไม่อยากเร่งตัวเอง คุณก็รู้ เพราะทุกข่าวเขียนว่า ‘โอ้ ทรัมป์กำลังถูกกดดันเรื่องเวลา’” ทรัมป์กล่าว “ไม่ ไม่ คุณรู้ไหมว่าใครที่กำลังถูกกดดันเรื่องเวลา? นั่นคืออิหร่าน เพราะถ้าพวกเขานำน้ำมันออกไปขายไม่ได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันทั้งหมดของพวกเขาก็จะพังพินาศ”
ในขณะที่ทรัมป์ยืนกรานว่า จะไม่เร่งรีบจบสงครามเพื่อรอให้อิหร่านพินาศจากปัญหาภายในตามที่วางหมากไว้ เขากลับใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงและฉับพลันเพื่อกดดันจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด นั่นคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเขามองว่าเป็นจุดตายที่ต้องปิดตายเพื่อบีบให้เตหะรานไร้ทางเลือก
ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียด้วยคำสั่งสายฟ้าแลบถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ ให้ “ยิงและสังหาร” เรือทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในเส้นทางดังกล่าวโดย “ห้ามมีความลังเล” ซึ่งเป็นการยกระดับความตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้น เพื่อยืนยันว่า เกมการรอคอยที่เขากำลังเล่นอยู่นั้น จะต้องไม่มีใครมาสร้างความปั่นป่วนได้
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองทัพจะเพิ่มความพยายามในการกำจัดวัตถุระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้ “ผมได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงและสังหารเรือทุกลำ แม้จะเป็นเพียงเรือขนาดเล็กที่กำลังวางทุ่นระเบิดในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซ โดยห้ามมีความลังเลเด็ดขาด”
ทรัมป์เขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “นอกจากนี้ เรือ ‘กวาดทุ่นระเบิด’ ของเรากำลังเคลียร์ช่องแคบอยู่ในขณะนี้ ผมขอสั่งการให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไป แต่ให้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นเป็นสามเท่า!” คำสั่งนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีอำนาจควบคุมฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์ โดยเขาเชื่อว่ามาตรการที่เด็ดขาดนี้จะทำให้อิหร่านยิ่งเข้าตาจนเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกตัดขาดอย่างแท้จริง
ทรัมป์ยังเปิดศึกในสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการยืนกรานว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังตกอยู่ในสภาวะ “สูญญากาศทางอำนาจ” โดยเขาระบุว่า หลังจากผู้นำสูงสุดอย่าง อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารไป รัฐบาลเตหะรานก็ตกอยู่ในความโกลาหลจนสหรัฐฯ ไม่รู้จะเจรจากับใคร ซึ่งทรัมป์ใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลหลักในการปฏิเสธการเร่งสรุปสงคราม เพราะเขามองว่าฝ่ายที่กำลังพูดคุยด้วยนั้นยังขาดความมั่นคงภายในอย่างหนัก
ทรัมป์ยังพยายามตอกย้ำภาพความแตกแยกผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างถึงความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายหัวรุนแรง” ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำในสนามรบ กับ “ฝ่ายสายกลาง” ที่เขาอ้างว่ากำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทและเริ่มได้รับความเคารพมากขึ้น ทรัมป์ไปถึงขั้นแชร์โพสต์ของนักวิจารณ์ฝ่ายขวาที่เสนอให้ลอบสังหารเจ้าหน้าที่อิหร่านที่ไม่ยอมทำข้อตกลง เพื่อเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในตามแนวทางที่เขาวางไว้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ถูกสวนกลับอย่างรุนแรงจากเตหะราน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ได้ออกมาโต้แย้งทันควันว่า ไม่มีการแบ่งแยกเป็น สายกลาง” หรือ “หัวรุนแรง” กันภายในอย่างที่ทรัมป์กล่าวอ้าง แต่ทุกคนคือชาวอิหร่าน ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยเฉพาะภายหลังการเสียชีวิตของคาเมเนอีที่ส่งไม้ต่อให้กับโมจตาบา บุตรชายของเขา แม้จะมีการคาดการณ์เรื่องสุขภาพและความมั่นคงของผู้นำคนใหม่ แต่ฝ่ายบริหารของอิหร่านยังคงแสดงท่าทีที่ปฏิเสธการปิดล้อมของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน