
หลังจากสงครามเริ่มต้นมานานนับเดือน ในที่สุด ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนก็ออกมาพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอยู่เงียบมานาน และล่าสุด ดูเหมือนว่า ผู้นำจีนคนนี้จะออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวสองครั้งในรอบหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว
สำนักข่าว CNA รายงานอ้างนักวิเคราะห์ที่มองว่า การกระทำเช่นนั้นของสี จิ้นผิง เหมือนจะเป็นการส่งข้อความโดยตรงถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงลากยาวออกไป รวมถึงแสดงออกถึงความพยายามของปักกิ่งในการยกระดับบทบาททางการทูตบนเวทีโลก
ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนได้ออกมาพูดถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางหลายครั้ง แต่สี จิ้นผิง เพิ่งจะออกมาพูดถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 และ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนกำลังประเมินสถานการณ์ใหม่ จากเดิมที่เคยคิดว่าน่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว
Spotlight รวบรวมความคิดเห็นของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อข้อความของสี จิ้นผิง มันสามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง? หรือว่าท่ามกลางการอยู่เงียบ ๆ ของรัฐบาลปักกิ่ง จีนเองก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ต่างจากประเทศอื่น
ดีแลน โหล รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ให้สัมภาษณ์กับ Channel NewsAsia ว่า “ผมคิดว่าในตอนแรก จีนพอใจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปตามทางของมัน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป จีนจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีบทบาทที่เชิงรุกและโดดเด่นมากขึ้น”
บรรดาผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า การออกมาพูดเช่นนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงผลประโยชน์ของจีนในการลดระดับความตึงเครียด และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่การประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังใกล้เข้ามา
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญคือ การออกมาพูดของจีนอาจก้าวนำหน้าความสามารถหรือความตั้งใจในการสร้างอิทธิพลต่อสถานการณ์จริงในพื้นที่
ดรู ธอมป์สัน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน S. Rajaratnam กล่าวว่า “การเรียกร้องแบบกว้าง ๆ ให้ช่องแคบเปิด และสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย จะไม่มีความหมาย หากปักกิ่งไม่ลงมือดำเนินการเพื่อลดท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่านและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน”
การออกมาพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางของประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา
ในการพบหารือกับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan ประธานาธิบดีจีน Xi Jinping ได้นำเสนอข้อเสนอ 4 ประการเพื่อส่งเสริมสันติภาพในตะวันออกกลาง โดยเน้น “การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” การเคารพอธิปไตยของรัฐ การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านการพัฒนาและความมั่นคง
ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน สี จิ้นผิง ได้แสดงจุดยืนต่อความขัดแย้งอีกครั้ง ระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่า
“ช่องแคบฮอร์มุซควรเปิดให้มีการเดินเรือตามปกติ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศในภูมิภาคและประชาคมโลก”
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนยังรายงานด้วยว่า ผู้นำจีนยังย้ำจุดยืนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและอย่างครอบคลุม พร้อมยืนยันว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางควรถูกแก้ไขผ่านกระบวนการทางการเมืองและการทูต
ด้านนักวิชาการมองว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บทบาททางการทูตของจีน “เด่นชัดขึ้น” คือระดับความเสี่ยงที่จีนต้องเผชิญจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก Columbia University Center on Global Energy Policy ชี้ว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน และราว 30% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด
แม้เรือบางลำของจีนยังสามารถผ่านช่องแคบได้ แต่หลายลำกลับไม่ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวน โดยอิหร่านใช้มาตรการจำกัดการเดินเรือ และบางช่วงถึงขั้นปิดช่องแคบ ขณะเดียวกัน การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน ยิ่งซ้ำเติมให้การสัญจรในเส้นทางนี้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ แม้จีนจะเร่งสะสมคลังสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งน้ำมันและก๊าซ แต่บรรดาเทรดเดอร์เตือนว่า หากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อ โรงกลั่นของจีนอาจต้องลดกำลังการผลิต และเริ่มระบายสต็อกเชิงพาณิชย์ออกมาใช้
ดีแลน โหล มองว่า มีการประเมินใหม่ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อนานขึ้น และความเสี่ยงในระยะท้ายสำหรับจีนก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ จีนยังต้องกังวลถึงผลกระทบลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทาน ทั้งภายในประเทศและต่อผลประโยชน์ทางพาณิชย์และพลังงานของตนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญก็มองว่า แม้จีนจะเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานอย่างแท้จริง แต่เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ และตำแหน่งทางการทูตที่ได้เปรียบในเวทีโลก ทำให้ปักกิ่งมีความอดทนเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าสหรัฐฯ