
“แตกแยกอย่างสาหัส” คือคำนิยามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เรียกขานรัฐบาลอิหร่าน ในขณะที่เขาขยายเวลาหยุดยิงเพื่อให้โอกาสอิหร่านได้กลับไปจัดทำข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ ทำเนียบขาวโต้แย้งว่า การที่อิหร่านไม่ปรากฏตัวในปากีสถานเพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบที่สองกับรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้นำของอิหร่านขาดความเชื่อมโยงกันมากเพียงใด
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการเมืองภายในที่สั่นคลอน และการหายตัวไปอย่างปริศนาของผู้นำสูงสุดคนใหม่ ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังฉากกลับกลายเป็นว่า อิหร่านอาจไม่ได้อ่อนแออย่างที่ทรัมป์ต้องการให้โลกเชื่อ แต่กลับกำลังรวมศูนย์อำนาจผ่านโครงสร้าง "รัฐยามสงคราม" ที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อไม่ให้ต้องประกาศความพ่ายแพ้ให้กับสหรัฐฯ
อิหร่านยืนกรานว่าสหรัฐฯ ต้องยุติการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านก่อนที่การเจรจาจะดำเนินต่อไปได้ และนักวิเคราะห์จำนวนมากกล่าวว่าความเป็นผู้นำของอิหร่านนั้นมีความเหนียวแน่นกว่าที่ถูกนำเสนอออกมา
“ผมคิดว่านั่นเป็นการอ่านความเป็นผู้นำของอิหร่านผิดพลาดอย่างร้ายแรง” เมห์ราต คัมราวา ศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าว CNN ว่า “ความเป็นผู้นำมีความเหนียวแน่นพอสมควร และเราได้เห็นสิ่งนี้ในการตอบโต้กับสงครามและการเจรจาสงบศึก”
อะไรคือความจริงที่อยู่เบื้องหลังวาทกรรมเหล่านี้? คำตอบที่แท้จริงอาจซับซ้อนและน่าสนใจกว่าที่เห็น Spotlight สรุปความจริงจากสนามรบถึงโต๊ะเจรจา เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด ว่าใครกันแน่ที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าในเกมการเมืองครั้งนี้
แม้ทรัมป์จะย้ำเตือนถึงความแตกแยก แต่สถานการณ์จริงกลับสะท้อนภาพการรวมกลุ่มที่เหนียวแน่นกว่าที่เคยเป็นมานับตั้งแต่การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด การสูญเสียผู้นำระดับสูงทั้งในกองทัพและรัฐบาล ไม่ได้ทำให้ระบอบการปกครองล่มสลายตามที่คาดการณ์ไว้ แต่กลับบีบให้กลุ่มการเมืองที่เคยแข่งขันกันอย่างดุเดือดมานานเกือบ 5 ทศวรรษ ต้องละทิ้งความขัดแย้งเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่มีเดิมพันเป็นความอยู่รอดของประเทศ
โครงสร้างอำนาจในอิหร่านได้ถูกเปลี่ยนโฉมใหม่โดยสมบูรณ์ จากระบบที่มีศูนย์กลางอำนาจหลายขั้ว กลายมาเป็นโครงสร้างแบบ "รัฐยามสงคราม" (Wartime structure) ที่รวมนักเจรจาและผู้คุมเกมการเมืองไว้ภายใต้อำนาจของกองทัพเพียงหนึ่งเดียว เป้าหมายเดียวของพวกเขามีเพียงอย่างเดียวคือ การนำสาธารณรัฐอิสลามผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปโดยไม่เสียเกียรติและไม่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ต่อวอชิงตัน
ในทางปฏิบัติ ผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ยังคงไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะและมีรายงานเรื่องอาการบาดเจ็บที่ยังคงเป็นปริศนา ทำให้การบริหารงานไม่ได้อยู่ในรูปของคำสั่งจากเบื้องบนที่ชัดเจนเหมือนในอดีต แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงมี "พื้นที่ในการตัดสินใจ" มากขึ้น เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์สงครามและสันติภาพให้สอดคล้องกับสถานการณ์หน้างานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ทริตา ปาร์ซี รองประธานบริหารของสถาบัน Quincy Institute for Responsible Statecraft กล่าวว่า เมื่อเทียบกับข้อจำกัดก่อนหน้านี้ภายใต้ อาลี คาเมเนอี กลุ่มต่าง ๆ ในความเป็นผู้นำอิหร่านมีความสอดประสานกันมากขึ้นในขณะนี้เมื่อเทียบกับก่อนสงคราม
ความสามัคคีที่ดูผิดตาเกิดขึ้นแม้กระทั่งในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ โดยอิหร่านได้ส่งทีมงานที่มาจากหลากหลายขั้วการเมืองไปร่วมเจรจา เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะฝ่ายไหนในประเทศ พวกเขาก็มีจุดยืนร่วมกันคือการรักษา "เส้นแดง" ของชาติ ทั้งเรื่องโครงการนิวเคลียร์และอิทธิพลในภูมิภาค การรวมกลุ่มนี้เองที่ทำให้เหล่านักวิเคราะห์มองว่า นี่ไม่ใช่สัญญาณของความแตกแยก แต่เป็นกลยุทธ์การทูตที่แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่อิหร่านเคยแสดงออกมา
ขณะที่การเจรจาในห้องปิดยังคงดำเนินอยู่ ความพยายามของทรัมป์ในการสื่อสารกับสาธารณชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์กลับกลายเป็น "ดาบสองคม" เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนในทำเนียบขาวเองยังยอมรับเป็นการส่วนตัวว่า การที่ประธานาธิบดีโพสต์ข้อความหรือให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการเจรจาแบบรายวัน ไม่เพียงแต่ทำลายความเปราะบางของกระบวนการทูตที่ต้องใช้ความลับเป็นที่ตั้ง แต่ยังไปกระตุ้นความระแวงที่ฝั่งอิหร่านมีต่อสหรัฐฯ ให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ในฝั่งอิหร่าน แรงกดดันไม่ได้มาจากแค่การเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังมาจากกลุ่มสายแข็ง (Hard-liners) ภายในประเทศที่จับตาดูทุกย่างก้าว รัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี เคยเกือบถูกวิจารณ์อย่างหนักจนต้องรีบออกมาแก้ข่าว เพียงเพราะเขาเอ่ยถึงสถานะของช่องแคบฮอร์มุซที่เปิดให้มีการเดินเรือเชิงพาณิชย์
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า รัฐบาลอิหร่านปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ยอม "ถอยไม่ได้" เพราะคำว่าความพ่ายแพ้คือสิ่งต้องห้ามในวาทกรรมของกลุ่มสายแข็งที่คุมกระแสรัฐและรัฐสภาอยู่ในขณะนี้
ความไม่แน่นอนที่ใหญ่ที่สุดคือ "ผู้นำที่ไร้ตัวตน" รายงานที่ระบุว่าโมจตาบา คาเมเนอี อาจได้รับบาดเจ็บหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถบัญชาการได้เต็มที่ ทำให้เกิดช่องว่างทางการสื่อสารที่อันตราย ทั้งในแง่ของการตัดสินใจระดับยุทธศาสตร์และการตีความเจตนารมณ์ของผู้นำสูงสุด เหล่าข้าราชการและทหารจึงต้องตกอยู่ในสภาวะ "คาดเดาใจผู้นำ" โดยไม่มีคำสั่งที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สหรัฐฯ หวังจะใช้ประโยชน์ แต่ในทางกลับกัน มันกลับกลายเป็นการเพิ่มความระแวดระวังให้กับอิหร่านมากขึ้นไปอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ความขัดแย้งนี้อาจไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของฝั่งใดฝั่งหนึ่งตามที่ทรัมป์วาดภาพไว้ แต่เป็นการหักล้างกันระหว่าง "ยุทธศาสตร์การสื่อสาร" ที่เน้นสร้างกระแสของผู้นำสหรัฐฯ กับ "ยุทธศาสตร์การเอาตัวรอด" ของระบอบอิหร่านที่พร้อมปิดตายทุกช่องทางเพื่อรักษาอำนาจ เมื่อไพ่ใบสำคัญถูกวางลงบนโต๊ะเจรจา การประเมินคู่ต่อสู้ผิดพลาดผ่านเลนส์โฆษณาชวนเชื่ออาจเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความล้มเหลวของสันติภาพมากกว่าตัวความแตกแยกเอง