
กระแสออนไลน์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมพ่อค้าแม่ขาย จากการเดินทางมาเลือกของด้วยตัวเอง สู่การกดสั่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่ราคาถูก สะดวก และส่งตรงถึงหน้าบ้าน ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว ‘ตลาดสำเพ็ง’ แหล่งค้าส่งที่เปรียบเสมือนลมหายใจของธุรกิจรายย่อยในไทยมานานนับทศวรรษ จึงต้องเผชิญกับคำถามครั้งสำคัญว่า "พวกเขายังไหวอยู่ไหม?"
ทว่าความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับตัวสู้กับเทคโนโลยีเท่านั้น เพราะลึกเข้าไปในซอกซอยของถนนวานิช 1 สมรภูมิที่ดุเดือดกว่าคือเรื่อง ‘ทำเลและค่าเช่าที่’ ซึ่งกำลังถูกแทรกแซงโดยทุนต่างชาติที่รุกคืบเข้ามา ต้องยอมรับว่า พวกเขามาพร้อมกับสายป่านที่ยาวกว่า พ่อค้าแม่ค้าดั้งเดิมได้กลายเป็นผู้แพ้ในพื้นที่ของตัวเอง
"เมื่อก่อนเราสู้ไหว แต่พอมันเริ่มมีทุนจีนเข้ามา เขาจ่ายค่าเช่าเป็นก้อน เราที่เคยจ่ายเป็นรายเดือนหรือตีเช็กเป็นปีเลยสู้ไม่ได้ ตึกไหนที่เคยขายดี เราก็ต้องเสียไป จนตอนนี้เราย้ายมา 3 ช่วง 3 ล็อคแล้ว... นี่คือล็อคสุดท้ายที่เรารู้สึกว่า เราถอยไม่ได้แล้ว"
เสียงสะท้อนจากคุณเจี๊ยบ ผู้ประกอบการไทย เจ้าของร้าน Gifzy ร้านกิ๊ฟชอปครบวงจรในตลาดสำเพ็งกว่า 20 ปี ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของร้านค้าเดียว แต่มันคือภาพจำลองของตลาดสำเพ็งในปี 2569 Spotlight พา ‘ย่ำยาน’ เดินสำรวจตลาดค้าส่งสุดขลังของไทย พ่อค้าแม่ขายปรับตัวอย่างไร ในวันที่พายุหลายลูกใหญ่กระหน่ำถาโถม
ในอดีต ตลาดสำเพ็งคือพื้นที่ที่พ่อค้าแม่ค้าไทยสามารถตั้งตัวและเติบโตได้ผ่านการค้าส่งรูปแบบดั้งเดิม แต่เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นการเข้ามาของทุนจีนที่เปลี่ยนทำเลทองจาก "พื้นที่ค้าขายของคนไทย" กลายเป็น "สมรภูมิราคาสูง" อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ความเจ็บปวดที่จับต้องได้ที่สุดคือ ‘ตัวเลขค่าเช่าที่’ รายงานจากหลายแหล่งระบุตรงกันว่า ในทำเลทองของสำเพ็ง ราคาค่าเช่าพื้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด บางพื้นที่พุ่งไปแตะระดับ 50,000 ถึง 100,000 บาทต่อตารางเมตร หรือหากเป็นการขายสิทธิ์เซ้งทำเลสวย ๆ ก็อาจพุ่งสูงถึงหลักหลายล้านบาท
คุณเจี๊ยบ เจ้าของร้าน Gifzy สะท้อนให้เห็นว่า จากเดิมที่ร้านค้าไทยพอจะบริหารจัดการต้นทุนผ่านการจ่ายรายเดือนได้ ในปัจจุบัน ทุนจีนที่พร้อมจ่ายเงินก้อน ปิดดีลทำเลทองได้ทันที กลายเป็นผู้เล่นที่ทำให้อัตราค่าเช่าในโซนกลางตลาดดีดขึ้นไปแตะ "หลักหลายล้านบาทต่อเดือน" จนผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ไหว
สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่มันคือการบีบให้ผู้เช่าเดิมต้องออก ทั้งด้วยสัญญาที่สิ้นสุด หรือในหลายกรณีคือการที่ผู้เช่ารายใหม่ยอมทุ่มเงินเพื่อขอ "ฉีกสัญญา" เดิมของคนไทย เพื่อนำพื้นที่ไปปล่อยต่อให้ทุนต่างชาติ นี่คือกลไกตลาดที่โหดร้ายที่สุดสำหรับคนทำธุรกิจรายย่อย
ตลอด 20 ปีในวงการค้าส่ง คุณเจี๊ยบเห็นเพื่อนผู้ค้าในตลาดทยอยปิดตัวหรือเลือกจะออกจากตลาดสำเพ็งไปเปิดร้านในทำเลอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า หลายรายเลือกจบตำนานการขายส่งในย่านประวัติศาสตร์นี้ลงเพียงเพราะ "สู้ค่าเช่าไม่ไหว"
สำหรับร้าน Gifzy เอง แม้จะมีลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น แต่เมื่อเผชิญกับคลื่นลมของค่าเช่าที่พุ่งสูงจากหลักหมื่นสู่หลักล้านในโซนกลางตลาด เธอจำต้องเลือกตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการ "ถอยร่น" จากทำเลทองที่เคยสร้างชื่อ เพื่อขยับออกมาปักหลักในพื้นที่ที่คนเดินน้อยกว่า หรือเกือบจะสุดทางติดสะพานหัน เพียงเพื่อรักษาต้นทุนต่อชิ้นของสินค้าให้ยังคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้
การจะยืนหยัดอยู่ให้ได้โดยไม่กลายเป็นเพียงแค่ชื่อในอดีต ต้องใช้กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การตั้งร้านรอคนเดินผ่าน แล้วผู้ค้าเก่าแก่รายนี้ปรับตัวสู้ศึกนี้อย่างไรในวันที่กระแสการซื้อเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ?
ในวันที่โลกการค้าหมุนเร็วด้วยปลายนิ้ว และแอปพลิเคชันค้าส่งกลายเป็นเครื่องมือที่พ่อค้าแม่ค้าไทยทั่วประเทศเลือกใช้ ผู้ประกอบการค้าส่งในสำเพ็งเข้าใจดีว่า การพยายามต้านกระแสนี้คือเรื่องเสียเปล่า สิ่งที่หลายร้านเลือกทำจึงเป็นการ "ปรับตัวเข้าหา" และสร้างโมเดลธุรกิจที่แอปฯ เหล่านั้นให้ไม่ได้
ในช่องทางโซเชียลมีเดียของไทย จะเห็นว่า เจ้าของร้านค้าส่งหันมาทำร้าน ‘สำเพ็งออนไลน์’ เราจึงได้เห็นว่าบางร้านมีพนักงานคอยเชียร์ลูกค้าที่มาเดินซื้อของหน้าร้าน แต่ในมุมร้านมีเจ้าของร้านหรือพนักงานที่พูดเก่ง ๆ กำลังทำคอนเทนต์ถ่ายวิดีโอ ถ่ายภาพนิ่งเพื่อนำไปโพสต์ลงในออนไลน์ บางเจ้าถึงกับไลฟ์สดขายของหลาย ๆ ชั่วโมงไปพร้อมกับการเปิดหน้า
"เอาจริง ๆ นะคะ แต่ก่อนหาอะไรมา ก็ขายได้ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แล้วค่ะ" คำกล่าวของคุณเจี๊ยบสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อร้าน Gifzy เลือกที่จะไม่ลงไปเล่นเกมตัดราคาในสนามเดียวกับแอปพลิเคชันจากจีน แต่เลือกที่จะปรับทัพใหม่ด้วยการเป็น "พันธมิตรหลังบ้าน" ที่หนุนหลังพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยให้เดินต่อได้
ด้วยแนวคิดที่ว่า “ถ้ารายย่อยอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” ถือว่าเรียบง่ายแต่ทรงพลัง "เราต้องให้ลูกค้าเราที่เป็นแม่ค้าออนไลน์เหล่านี้อยู่ได้ เราจะไม่ลงไปในสนามแข่งกับเขา เราแค่อยู่เบื้องหลัง ทางร้านจะทำรูป ทำวิดีโอ เพื่อให้แม่ค้าเอาไปขายได้"
คุณเจี๊ยบเปลี่ยนระบบหลังบ้านให้เป็นเครื่องมือทำมาหากินของลูกค้าโดยตรง เธอเปลี่ยนความเสี่ยงที่แม่ค้าต้องสต็อกของหนัก ๆ มาเป็นโมเดลที่เอื้อต่อคนรุ่นใหม่มากขึ้น เธอกล่าวว่า "เดี๋ยวนี้มันต้องแบบ...ทำรูปนะ คุณไปลงราคา แล้วคุณไม่ต้องสต๊อกของนะ คุณได้ออร์เดอร์แล้วคุณมาสั่งเรา คุณไม่เจ็บตัวแน่นอน"
ในวันที่เราตั้งคำถามว่าสำเพ็งจะสู้กับแอปฯ จีนได้อย่างไร? คำตอบไม่ได้อยู่ที่การแข่งกันที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว แต่คำตอบที่ชัดเจนที่สุดกลับซ่อนอยู่ในคุณภาพที่ได้จากสินค้า ‘เมดอินไทยแลนด์’ ต่างหาก ที่เป็นจุดแข็ง Spotlight เดินสำรวจสำเพ็งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ได้พบกับความสนุกและเพลิดเพลินกับสินค้าทำมือและผลิตในโรงงานที่ไทย ที่หาจากแอปฯ ต่างประเทศไหน ๆ ไม่ได้แน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นน้ำอบไทย ดินสอพอง หรือแม้แต่ปืนฉีดน้ำลายแปลกใหม่ตามเทรนด์ รวมถึง ‘ความพีค’ อย่างโบว์ติดผมสีสันสดใส ที่คาดผมสายฮาขันเงินประดับดอกมะลิ หรือผ้าลายดอกที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว สินค้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของขาย แต่คือ ‘วัฒนธรรม’ ที่ถูกบรรจุอยู่ในสินค้า ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจหัวใจคนไทยด้วยกันถึงจะผลิตออกมาได้ถูกใจและทันเวลา
เช่นเดียวกับคุณเจี๊ยบ แม้ร้าน Gifzy จะมีสินค้าแมสที่ตอบโจทย์ตลาดทั่วไป แต่เธอก็มี ‘กลุ่มสินค้าที่ผลิตเอง’ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นที่สุด นั่นคือกลุ่มเสื้อผ้ามุสลิม ด้วยความที่เธอมีโรงงานตัดเย็บของตัวเอง ทำให้เธอเรียนรู้และเข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้ากลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้อผ้าหรือดีไซน์ที่เหมาะสมและสวยงาม ทำให้เสื้อผ้าและฮิญาบของร้านเธอสามารถมัดใจลูกค้าได้ยาวนานหลายปี
การมีโรงงานเองและการเข้าใจลูกค้าจริง ๆ จึงไม่ใช่แค่ความได้เปรียบเชิงธุรกิจ แต่มันคือ ‘ดีเอ็นเอ’ ของผู้ค้าไทยที่ยังคงเป็นต่อในสังเวียนนี้ เพราะต่อให้ทุนใหญ่จะมีสายป่านที่ยาวกว่า แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเข้าถึง "ความต้องการที่แท้จริง" ของคนไทยได้เท่ากับผู้ค้าที่อยู่กินและเข้าใจในย่านนี้มาตลอดชีวิต
ในวันที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน วันนี้ ตลาดสำเพ็งอาจจะไม่ได้เป็นเพียงแหล่งกระจายสินค้าของทุนใหญ่ไปเสียทีเดียว ตราบใดที่ยังมีผู้ค้าไทยที่พร้อมปรับตัวและสู้ไม่ถอย สำเพ็งแห่งนี้จะยังคงเป็นมากกว่าแค่ ‘ตลาด’ แต่เป็นลมหายใจที่คอยหล่อเลี้ยงคนตัวเล็ก ๆ ในสมรภูมิการค้า
สำเพ็งวันนี้อาจไม่ใช่สำเพ็งเดียวกับเมื่อ 20 ปีก่อน และการปรับตัวของร้านค้าที่นี่ก็ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีขาย แต่คือการรักษา ‘ตัวตน’ ท่ามกลางกระแสทุนใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่เป็นธรรม หรือจะเรียกว่าเป็นสไตล์ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็ตาม
แม้ผู้ค้าในสำเพ็งหลายรายจะปรับตัวเข้าสู่กระแสออนไลน์ ลดต้นทุนด้วยการขยับทำเลออกไปอีกนิด หรือแม้แต่พยายามดันหลังรายย่อยให้อยู่รอดไปพร้อมกัน แต่การพยายามสู้กับทุนต่างชาติที่มีสายป่านยาวกว่าโดยไร้เกราะป้องกันจากภาครัฐ ก็เปรียบเสมือนการส่งผู้ค้าไทยไปรบด้วยมือเปล่า
ในวันที่ผู้ประกอบการไทยกำลังถูกบีบให้กลายเป็นผู้แพ้ในพื้นที่ของตัวเอง หากรัฐยังคงนิ่งเฉยต่อผลกระทบนี้ ตลาดสำเพ็งก็คงเหลือเพียงตำนาน และผู้ค้าไทยก็คงต้องสูญเสียที่ยืนสุดท้ายบนบ้านของตัวเอง