
ท่ามกลางความตึงเครียดและความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง แรงสั่นสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนามรบ แต่กำลังลุกลามไปถึงตลาดพลังงานโลกอย่างรวดเร็ว
ล่าสุด สิงค์โปร์ได้รับผลกระทบหนักจนต้องเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติม เพื่อประคองเสถียรภาพการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ
Spotlight จะพาไปดูว่า วิกฤตครั้งนี้กำลังกดดันสิงคโปร์อย่างไรบ้าง? และทำไมประเทศไทยเองก็อาจต้องเจอปัญหาเดียวกันในอนาคต?
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราวหนึ่งในห้าของโลกต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้
หลังเกิดสงคราม ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดเอเชียปรับตัวสูงขึ้น 54% นับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ล่าสุดอยู่ที่ 16.05 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้านหน่วยความร้อนบริติช (MMBtu)
สิงคโปร์จึงกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชีย เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงที่สุด โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าราว 95% ของทั้งประเทศ
ในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ใช้ LNG รวม 5.93 ล้านตัน โดยประมาณ 60% นำเข้าจากกาตาร์ และตะวันออกกลาง ส่วนอีก 40% ขนส่งผ่านท่อจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เมื่อสงครามส่งผลกระทบต่อสายการขนส่ง LNG ประกอบกับโรงงาน Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับความเสียหายและระงับการดำเนินงานบางส่วนตั้งแต่เดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคาพลังงานในสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบจึงส่งตรงถึงค่าไฟ ต้นทุนภาคธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน
ข้อมูลจาก Singapore National Employers Federation (SNEF) ระบุว่า 96% ของบริษัทที่สำรวจกำลังเผชิญต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นถึง 40% ในระยะเวลาเพียง 1-2 เดือน
รายงานจาก Reuters ระบุว่า Singapore GasCo บริษัทจัดหาก๊าซธรรมชาติของรัฐ ได้เร่งจัดหาสินค้า LNG แบบฉุกเฉิน (Spot Cargo) เพิ่มแล้วอย่างน้อย 3 เที่ยว โดย 2 เที่ยวมาจากออสเตรเลีย และ 1 เที่ยวมาจากโมซัมบิก ประกอบด้วย 2 ลำจากออสเตรเลีย และ 1 ลำจากโมซัมบิก เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากตะวันออกกลาง
รวมปริมาณการจัดซื้อฉุกเฉินอยู่ที่ 2.76 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นมาตรการลดความเสี่ยงในระยะสั้น แม้ว่าราคาตลาดสปอตจะสูงกว่าสัญญาระยะยาวถึง 2–3 เท่าในช่วงวิกฤต
ขณะเดียวกัน นายอลัน เฮง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Singapore GasCo เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดรับข้อเสนอสำหรับสัญญา LNG ระยะยาวไปตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ เพื่อรองรับการส่งมอบตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สมาพันธ์นายจ้างแห่งชาติสิงคโปร์ (SNEF) เปิดเผยผลสำรวจแบบเร่งด่วนจากบริษัทจำนวน 210 แห่ง ครอบคลุมภาคการผลิต บริการ และก่อสร้าง ผลสำรวจพบว่า 96% ของบริษัทกำลังเผชิญต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจาก ค่าสาธารณูปโภคและเชื้อเพลิงถึง 70%
แม้บริษัทส่วนใหญ่ราว 83% ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านแรงงานหรือสถานที่ทำงาน แต่ในกลุ่มที่เริ่มปรับตัวแล้ว พบว่า 67% ระงับการจ้างงาน (Hiring Freeze) และ25% ลดโบนัส เบี้ยเลี้ยง หรือสวัสดิการพนักงาน
สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงวิกฤตราคาพลังงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจที่เริ่มลามไปถึงตลาดแรงงานอย่างชัดเจน
คำถามสำคัญคือ หากประเทศอย่างสิงคโปร์ ซึ่งมีระบบบริหารจัดการพลังงานและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยังเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในภาคแรงงาน ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าครองชีพในช่วงครึ่งหลังของปีได้มากน้อยเพียงใด
ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 58.19% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า โดยแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย 53.55% LNG นำเข้า 35.53% และก๊าซนำเข้าจากเมียนมา 10.92% โดยการที่ไทยยังพึ่งพา LNG นำเข้าจากกาตาร์ในสัดส่วนสูง ทำให้ผลกระทบด้านค่าไฟเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
หากเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังมีความเสี่ยงต่อการเดินเรือ ไม่เพียงราคาก๊าซจะสูงขึ้น แต่ค่าประกันภัยเรือและค่าขนส่งก็จะเพิ่มตาม ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ไทยนำเข้าสูงขึ้นทันที แม้ไทยจะไม่ได้ซื้อก๊าซจากตะวันออกกลางทั้งหมดโดยตรง แต่ราคาที่ไทยต้องจ่ายยังอิงกับราคาตลาดโลก ซึ่งกำลังถูกผลักดันจากวิกฤตครั้งนี้
นักวิเคราะห์มองว่า การเร่งซื้อ LNG ของสิงคโปร์ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เอเชียกำลังเข้าสู่ภาวะ “แข่งขันแย่งพลังงาน” อีกครั้ง เมื่อประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่เร่งกว้านซื้อจากตลาดโลก ราคาก๊าซในภูมิภาคมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต
เมื่อสิงคโปร์ที่มีความพร้อมรอบด้านยังสั่นสะเทือนได้มากขนาดนี้ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะมีทิศทางอย่างไรในช่วงครึ่งหลังของปี และสำหรับผู้บริโภคไทย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงแรงสั่นสะเทือนด้านค่าครองชีพระลอกใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามา