
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และแนวรบปะทุขึ้นทั่วทุกมุมโลกกองทัพบกสหรัฐอเมริกาประกาศปรับปรุงระเบียบการเกณฑ์ทหาร 601-210 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอยู่สองประการด้วยกัน ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงนี้ครอบคลุมทั้งกองทัพบกประจำการ กองหนุน และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ การขยายเพดานสูงสุดของการสมัครเข้ารับราชการทหาร เพราะเหตุใดถึงจึงต้องมีการขยายเพิ่มถึง 7 ปี Spotlight ชวนวิเคราะห์คำถามสำคัญ!
ข้อมูลการสรรหาทหารในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นชัดเจนว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2565 พลาดเป้าหมายหารรับสมัครไปถึง 25% และ ในปี 2566 พลาดไปถึง 23% ก่อนจะกลับมาบรรลุเป้าหมายได้อีกครั้งในปี 2567 และ 2568
อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพจะกลับมาทำยอดได้ตามเป้า แต่ข้อมูลยังสะท้อนว่า ในส่วนของกำลังพลสำรอง กองทัพบกสหรัฐฯ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ต่อเนื่องนานถึง 6 ปี
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญมาจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านตลาดแรงงาน การขาดความรู้เกี่ยวกับการรับราชการทหาร รวมถึงทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมุมมองต่อการรับใช้ชาติผ่านกองทัพ
ในอดีต การเข้ารับราชการทหารเคยเป็นเส้นทางสำคัญของคนอเมริกันวัยหนุ่ม ทั้งในแง่เกียรติยศ รายได้ และโอกาสทางการศึกษา แต่ในวันนี้มุมมองดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
คนรุ่นใหม่เติบโตมากับภาพสงครามที่ยืดเยื้อ และรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลสำรวจในปี 2561 ชี้ว่า ผลกระทบจากสงครามที่ผ่านมานั้น ได้กลายเป็น “แผลฝังลึก” ในใจของคนรุ่นใหม่ และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงการรับราชการทหาร
สำหรับคนรุ่นใหม่ หลายคนมองว่า “การรับใช้ชาติ” ไม่ได้แปลว่าจะต้องเข้ากองทัพเสมอไปอีกแล้ว พวกเขาจึงหันมาให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเลือกเส้นทางชีวิต, งานที่มีความยืดหยุ่น, รายได้ในภาคเอกชน และสุขภาพจิต มากกว่าการเข้าสู่ระบบที่มีวินัยเข้มงวด และมีความเสี่ยงสูง
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามต่างประเทศ
โดยเฉพาะหลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับบทบาทของประเทศในสงครามมากขึ้น
ผลสำรวจจาก Pew Research Center พบว่า กลุ่มอายุ 18–29 ปี เป็นช่วงวัยเดียวที่มองบทบาทของกองทัพในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก โดยกว่า 53% มองว่า กองทัพส่งผลเสียต่อประเทศมากกว่าผลดี
ตัวเลขนี้สะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มในการตั้งคำถามต่อสงครามมากกว่าการสนับสนุน
รายงานการวิจัยปี 2566 จาก RAND Corporation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยของสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่ม “วัยผู้ใหญ่ตอนต้น” เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูง แต่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กองทัพสหรัฐฯ ปรับเกณฑ์การรับสมัครครั้งล่าสุด
ในอีกมุมหนึ่ง การเปิดรับคนอายุถึง 42 ปี ยังสะท้อนว่า กองทัพยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงแรงกายจากวัยหนุ่มเท่านั้น แต่ยังต้องการประสบการณ์ ทักษะเฉพาะทาง และวุฒิภาวะจากคนวัยทำงานด้วย
ประเด็นนี้ยังได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งมีผู้ใช้งานบน X จำนวนมากแสดงความคิดเห็นเชิงเสียดสีต่อกลุ่มผู้สนับสนุนสงครามรุ่นเก่า
ผู้ใช้ X รายหนึ่งได้ตอบกลับวิดีโอของเบน ชาปิโร นักวิจารณ์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยกย่องการตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านว่า “พวกเขาปรับเพดานอายุเกณฑ์ทหารเป็น 42 ปีแล้ว ทำไมคุณยังอยู่ที่นี่อีกล่ะ?” ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนต่างวัยต่อประเด็นสงคราม
ทั้งนี้ นี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เลือกถือปืนเหมือนเดิม มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องหันไปหาวัยผู้ใหญ่ และวัยแรงงานมากขึ้น
แต่คำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ และไม่แน่นอน กองทัพสหรัฐฯ จะสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลได้ทันเวลาได้หรือไม่? และจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?