
ห้าปีนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 เศรษฐกิจเมียนมาได้พังทลายลงไปพร้อม ๆ กับสภาพบ้านเมือง ด้วยสงครามกลางเมืองที่นองเลือดและแตกแยกที่สุดในเอเชีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทะลุ 100,000 คน และเกิดวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนเกือบครึ่งประเทศต้องจมอยู่กับความยากจน
ทว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมาส่งสัญญาณเชิงบวกกลางเวทีอาเซียนว่า "ออง ซาน ซูจี" อดีตผู้นำวัย 81 ปี เปรียบเสมือน "พี่สาว" ของคนในประเทศ ซึ่งเธอจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี การส่งสัญญาณซื้อเวลาทางการเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลกำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อกู้ชีพเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังทรุดโทรม
ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวดและการถูกโดดเดี่ยวจากโลกตะวันตก เมียนมากลับเลือกเดินเกมคานอำนาจอย่างแยบยล ด้วยการผ่อนปรนนโยบายการเงินและเร่งรื้อฟื้นการค้าชายแดน โดยได้รับการหนุนหลังอย่างแข็งแกร่งจากเครือข่ายพันธมิตรทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค
SPOTLIGHT ชวนเจาะลึกความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ ‘ซูจี’ ล่าสุด เหตุใด้รัฐบาลกล่าวถึงบุคคลที่พวกเขาจองจำอย่างไม่เป็นธรรม หรือเพราะต้องยอมแสดงบทยืดหยุ่น เพื่อทำให้เศรษฐกิจอยู่รอด
ในการประชุมร่วมกันของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไฮไลต์สำคัญตกไปที่ท่าทีของ นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ที่ส่งสัญญาณลดความตึงเครียดปมสวัสดิภาพของ นางอองซาน ซูจี วัย 81 ปี โดยระบุว่า เธอเปรียบเสมือน "พี่สาว/น้องสาว" ของกองทัพ ปัจจุบันมีสุขภาพแข็งแรงดีและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
แม้เมียนมาจะเพิ่งลดหย่อนโทษจำคุกของซูจีลงมา 1 ใน 3 จากโทษเดิม 27 ปี แต่ถ้อยแถลงเรื่องสุขภาพของเธอกลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากสถานที่คุมขังที่แน่ชัดยังคงถูกปิดเป็นความลับ และพันธมิตรของเธอยังคงยืนยันว่าข้อหาทางอาญาต่าง ๆ เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเพื่อกีดกันเธอออกจากการเมืองอย่างสิ้นเชิง จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า รัฐบาลดูแลพี่สาวของชาวเมียนมาอย่างไร?
ด้าน มาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้แทนพิเศษอาเซียน ร่วมกับ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ของไทย จึงได้เดินเกมรุกกดดันรัฐบาลเมียนมาทันที โดยจี้ขอสิทธิ์เข้าพบนางซูจีอย่างเป็นทางการ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกรอบแผนสันติภาพ "ฉันทามติ 5 ข้อ" ที่รัฐบาลทหารเมียนมาเคยฝ่าฝืนมาตลอดห้าปี
เพื่อกอบกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมลงอย่างหนัก ธนาคารกลางเมียนมา (CBM) ได้งัดมาตรการคลายล็อกทางการเงินครั้งใหญ่ต้อนรับปี 2026 โดยการประกาศลดสัดส่วนการบังคับแลกเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกให้เป็นเงินจัต จากเดิมร้อยละ 25 ลดเหลือเพียงร้อยละ 15 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหันกลับมาส่งออกผ่านระบบธนาคารที่เป็นทางการอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการปรับนโยบายการเงิน โดยรัฐบาลทหารเมียนมาขับเคลื่อนแผนงาน 100 วันเชิงรุก เร่งสั่งการให้กระทรวงคมนาคมและการท่าเรือเร่งสร้างคลังจัดเก็บสินค้ากระจายตามจุดยุทธศาสตร์ เพื่อหวังดันมูลค่าการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แม้ว่าในความเป็นจริง ด่านชายแดนหลักฝั่งฝั่งอินเดียและบังกลาเทศจะยังคงถูกปิดตายอย่างหนาแน่นเนื่องจากปัญหาความมั่นคงก็ตาม
ความหวังหลักของรัฐบาลเมียนมาในเวลานี้จึงตกไปอยู่ที่ด่านชายแดนฝั่งจีนและไทย โดยเฉพาะความพยายามเปิดด่านหลักไมล์ 105 และเส้นทางล่าเสี้ยว-มูเซ รวมถึงแผนการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (เมียวดี-แม่สอด) ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ซึ่งกลุ่มผู้ค้าต่างคาดหวังว่าการทะลวงคอขวดและลดค่าธรรมเนียมถนนเหล่านี้จะช่วยฉุดราคาสินค้าในท้องตลาดให้ปรับตัวลดลงได้บ้าง
ทว่า ตัวเลขส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการกลับสวนทางกับวิกฤตเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันผู้ค้าต่างยังต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าผ่านทางมหาศาล ขณะที่ภาพรวมของเมียนมาในฐานะ “รัฐล้มเหลว” ยังคงเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงลิ่วเกินร้อยละ 30 และประชากร 3 ใน 4 คนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในระดับที่พอแค่ประทังชีพเท่านั้น
ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ และโลกตะวันตกในการโดดเดี่ยวเมียนมา ทั้งการตัดงบประมาณสนับสนุนจาก USAID ลงกว่า 259 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการยกเลิกสถานะความคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ของผู้อพยพชาวเมียนมา รัฐบาลทหารกลับเลือกเดินเกมคานอำนาจอย่างแยบยล ด้วยการพึ่งพา 5 พันธมิตรทั้งในระดับโลกและภูมิภาคเพื่อเป็นเกราะกำบังทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า คำมั่นสัญญาในเวทีการทูตเรื่องการดูแล ‘ออง ซาน ซูจี’ จึงเป็นเพียงภาพลวงตาทางการทูตที่รัฐบาลเมียนมาใช้บังหน้า เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมายังคงยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร คือเกมคานอำนาจที่แยบยล การปรับนโยบายคลายล็อกทางการเงิน และน้ำเลี้ยงสายสำคัญจาก ที่เป็นดั่งเสาหลักใก้เศรษฐกิจและการทหารของเมียนมายังทรงตัวอยู่ได้