
สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 กรกฎาคม 2569) โดยเผยว่า ทำไปเพื่อจำกัดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางอิหร่านได้ออกมาประกาศปิดช่องแคบนี้อีกครั้ง ยิ่งเป็นการเพิ่มจุดเดือดให้กับสหรัฐฯ จนทางสหประชาชาติต้องออกมาเตือนทั้ง 2 ฝ่ายว่า ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายดำเนินการเจรจามากกว่าการโจมตี เพราะคนที่ประสบพบเจอความยากลำบากมากที่สุดคือ ชาวเรือที่ยังติดค้างอยู่ในเส้นทางช่องแคบกว่า 6,000 ราย
การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านราว 140 แห่ง ครอบคลุมทั้งฐานปฏิบัติการโดรน ระบบขีปนาวุธ คลังอาวุธ ระบบลาดตระเวน และกำลังทางเรือ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน บาห์เรน คูเวต กาตาร์ และโอมาน
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีครั้งล่าสุดเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพทางทหารของอิหร่าน และให้รัฐบาลอิหร่านรับผิดชอบต่อการโจมตีลูกเรือ และเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกันด้านสื่อของรัฐบาลอิหร่านได้รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เมืองซีริก เกาะเกชม เมืองจาสก์ และพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองบันดาร์อับบาส อย่างไรก็ตาม ทางการจังหวัดฮอร์โมซกันได้ออกมายืนยันว่า ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต หรือผู้ได้รับบาดเจ็บในขณะนี้
ความตึงเครียดครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเป้าหมายยุติสงคราม และปูทางสู่การเจรจาในอนาคต โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติคิดเป็นราว 20% ของการขนส่งทั่วโลกก่อนเกิดสงคราม
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อิหร่านให้คำมั่นว่าจะอำนวยความสะดวกต่อการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วัน พร้อมร่วมเจรจากับโอมาน ซึ่งเป็น 1 ในประเทศที่ติดกับช่องแคบ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเล
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกสินค้า และเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำ โดยอ้างว่าเรือบางลำไม่ปฏิบัติตามเส้นทางที่กำหนด ส่งผลให้สหรัฐฯ มองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง และยิงตอบโต้อิหร่านกลับหลายครั้ง
โดยล่าสุด อิหร่านประกาศเมื่อวันเสาร์ว่า ทางอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันว่า เส้นทางเดินเรือยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ
ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายสงบสติอารมณ์ตัวเอง หลีกเลี่ยงการยกระดับการโจมตี และเดินหน้าเจรจา เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมรายงานว่า ปัจจุบันยังมีลูกเรือราว 6,000 คนติดค้างอยู่ในพื้นที่จากผลกระทบของความขัดแย้งนี้
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคยุติการเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าการตอบโต้ของอิหร่านเป็นการปกป้องอธิปไตยของประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศเพียงเท่านั้น
สหประชาชาติรายงานว่า เศรษฐกิจโลกกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซรอบที่แล้ว โดยมีดังนี้
การนำเข้า-ส่งออกสินค้า : ช่วงต้นปี 2569 มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั่วโลกมีแนวโน้มไปในทางที่ดีมาก แต่หลังจากมีการปิดช่องแคบเกิดขึ้น จากที่การเติบโตของโลจิสติกส์ทั่วโลกในปี 2568 เติบโตถึง 4.7% ในปี 2569 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.5 % - 2.5% เท่านั้น
ภาวะเงินเฟ้อ : จากปัญหาด้านพลังงานโลกที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาสินค้า และค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก และอาจพุ่งสูงกว่าเดิมหากสงครามยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง
ความตึงเครียดด้านการเงิน : นักลงทุนถอนการลงทุนออกในหลาย ๆ ประเทศ เพราะแบกรับหนี้ทางเศรฐกิจไม่ไหว ทำให้หุ้นร่วงตกในทันที เสี่ยงวิกฤตต้มยำกุ้งอีกครั้ง
สภาวะการเป็นหนี้ของประชาชน : กว่า 3,400 ล้านคนพยายามใช้จ่ายให้กับหนี้ที่ตัวเองแบกรับอยู่มากกว่าใช้จ่ายให้กับด้านสุขภาพ และการศึกษา
แล้วประเทศไทยครั้งที่แล้วรับผลกระทบด้านใดบ้าง?
ราคาน้ำมัน : ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมาก ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกขึ้น ราคาน้ำมันของไทยก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะประเทศไทยยังต้องนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์ ประมาณร้อยละ 20 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งก๊าซส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการใช้ก๊าซรวมในประเทศ แต่ในครั้งที่แล้ว ประเทศไทยมีแผนรับมือ โดยเพิ่มก๊าซจากอ่าวไทย และเมียนมา จัดหาแหล่ง LNG เพิ่ม และเตรียมมาตรการฉุกเฉินจากกระทรวงพลังงาน
ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น : ข้อมูลจาก TRADING ECONOMICS มีรายงานว่า ราคาปุ๋ยยูเรียช่วงเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นประมาณ 49.37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ประเทศไทยมีการกักเก็บไว้ ทำให้มีเหลืออยู่ 6.5 ล้านกระสอบ และมีการนำเข้าเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบียอีก 2 ล้านกระสอบทำให้สามารถใช้ได้จนถึงเดือนสิงหาคมนี้
ค่าไฟเพิ่ม : พอแหล่งผลิตที่เขตอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน และเขตอุตสาหกรรม เมไซอีด ถูกโจมตีจากอิหร่าน ทำให้ราคา LNG ในยุโรปพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 24 มาอยู่ที่ 53.6 ยูโร/MWh ส่วนคนไทยได้รับผลกระทบคือ ค่าไฟฟ้า เพราะต้นทุนก๊าซในระบบเฉลี่ยราคาก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้น ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/mmBTU
เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ : เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น ทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น จึงทำให้ประเทศไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อ และนำไปสู่ผลกระทบด้านค่าโดยสาร ราคาสินค้า และต้นทุนธุรกิจ