
ครั้งหนึ่งโลกตะวันตกเคยกังวลว่าจีนจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากเกินไป จนเสี่ยงที่จะไล่ทันและแซงหน้าชาติอุตสาหกรรมชั้นนำในสักวัน แต่วันนี้ความกังวลนั้นกลับพลิกด้านไปเสียแล้ว เมื่อสิ่งที่ชาติตะวันตกเริ่มเป็นห่วงกลายเป็นเรื่องที่ว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยี "จากจีน" ออกสู่ภายนอกกำลังเกิดขึ้นน้อยเกินไป จนประเทศอื่น ๆ เข้าถึงนวัตกรรมชั้นนำของจีนได้ยากขึ้นทุกที
ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำภาคธุรกิจและการเมืองในหลายประเทศไม่ได้นั่งกังวลเรื่องเดิม ๆ ว่าเทคโนโลยีตะวันตกจะรั่วไหลไปอยู่ในมือจีนอีกต่อไป แต่หันมาตั้งคำถามใหม่แทนว่า ทำไมจีนถึงเก่งขึ้นมากในการปกป้องเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หรือหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ไม่ให้หลุดออกไปสู่มือต่างชาติได้รัดกุมขนาดนี้
แก่นของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงทางภูมิรัฐศาสตร์หรือศีลธรรมเท่านั้น แต่คือโจทย์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมตรง ๆ ว่า โลกนอกจีนจะเข้าถึง เรียนรู้ และดูดซับความรู้จากประเทศที่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีของโลกได้มากน้อยแค่ไหน และในทางกลับกัน จีนจะสร้าง "คูเมืองทางเทคโนโลยี" เพื่อรักษาความได้เปรียบของตัวเองไว้ได้นานเพียงใด ในโลกที่ความรู้มักไหลเวียนจนยากจะปิดกั้นได้หมด
ความย้อนแย้งของสถานการณ์ในขณะนี้อยู่ตรงที่ ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากซึ่งเคยวิจารณ์จีนอย่างหนักในอดีต เรื่องการที่จีนบีบให้ต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาด กลับพบว่าตนเองอาจต้องใช้แนวทางคล้ายกันกับจีน นั่นคือการเสนอการเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ในประเทศตัวเองให้แก่บริษัทจีน โดยแลกกับเงื่อนไขว่าจีนต้องเข้ามาลงทุน ตั้งโรงงาน และสร้างฐานการผลิตในประเทศปลายทาง
สหภาพยุโรปกำลังก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้าของแนวคิดนี้ หลังเริ่มผลักดันกฎเกณฑ์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและนโยบายอุตสาหกรรมที่กำหนดให้สินค้าบางประเภท เช่น ระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่สำหรับตลาดยุโรป ต้องผลิตภายในภูมิภาคมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่าบริษัทจีนที่ต้องการรักษาหรือขยายส่วนแบ่งตลาดในยุโรป อาจจำเป็นต้องนำเงินลงทุน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตบางส่วนเข้าไปปักหลักในภูมิภาคดังกล่าว
ในฝั่งประเทศกำลังพัฒนา แนวโน้มเดียวกันก็เริ่มก่อตัวขึ้นเช่นกัน ตั้งแต่บราซิลไปจนถึงเวียดนาม หลายรัฐบาลกำลังเปิดรับการลงทุนจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน พร้อมพยายามกำหนดเงื่อนไขให้มีการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และซัพพลายเออร์ในประเทศให้มากขึ้น
ความคาดหวังคือเม็ดเงินลงทุนจากจีนจะไม่ได้นำมาเพียงโรงงานประกอบสินค้า หากยังพ่วงมาด้วยทักษะการผลิต มาตรฐานอุตสาหกรรม และองค์ความรู้ที่จะช่วยยกระดับฐานการผลิตของประเทศเจ้าบ้านไปในตัว
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังอยู่เพียงช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีความชัดเจนว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นลึกเพียงใด หรือจะเกิดขึ้นจริงในระดับที่สร้างผลเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้หรือไม่
อุปสรรคสำคัญของกระบวนการนี้อยู่ที่ท่าทีของจีนเอง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนได้เร่งสร้างระบบควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับของสหรัฐฯ มากขึ้น โดยอ้างเป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ จีนยังได้ออกมาตรการอีกจำนวนไม่น้อยเพื่อคุ้มครองความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีนโดยตรง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการกำหนดให้บริษัทต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนว่าปักกิ่งเริ่มมองเทคโนโลยีเชิงอุตสาหกรรมเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์มากขึ้นทุกขณะ
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของมาตรการนี้ของรัฐบาลจีน คือ กรณีของ Manus สตาร์ตอัปด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีน บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในจีน ก่อนจะย้ายการจดทะเบียนธุรกิจไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเปิดทางให้เกิดการเจรจาขายกิจการแก่ Meta
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดหน่วยงานกำกับดูแลของจีนกลับเข้ามาพยายามระงับดีลดังกล่าว พร้อมสกัดไม่ให้ผู้ร่วมก่อตั้งเดินทางออกนอกประเทศ เหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า จีนไม่ได้มองเทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเพียงสินค้าทางธุรกิจ หากคือทรัพยากรเชิงอำนาจที่ไม่อาจปล่อยให้ไหลออกนอกประเทศได้อย่างเสรีอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของจีนเองในอดีตกลับให้บทเรียนอีกด้านหนึ่งแก่โลกว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องที่จะปิดกั้นได้โดยง่าย จีนใช้เวลาหลายทศวรรษในการดูดซับเทคโนโลยีจากต่างชาติ ผ่านแรงจูงใจด้านการลงทุน เงื่อนไขการร่วมทุน กฎเกณฑ์ด้านเนื้อหาภายในประเทศ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ และในบางกรณีก็รวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ต่อให้จีนพยายามสร้างกำแพงป้องกันหนาแน่นเพียงใด การถ่ายโอนของความรู้ก็ยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมแรงงาน ตลอดจนการโยกย้ายบุคลากรและซัพพลายเชนข้ามพรมแดน
บทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงเพียงการส่งมอบ "พิมพ์เขียว" หรือสูตรการผลิตชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้น หากเป็นกระบวนการที่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการโรงงาน การควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรมแรงงาน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์และผู้ผลิตชิ้นส่วน
กรณีของ Apple สะท้อนภาพนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้บริษัทจะยังคงพึ่งพาจีนอย่างมากในห่วงโซ่อุปทาน แต่ปัจจุบัน Apple ได้ย้ายฐานผลิต iPhone ไปอยู่ในอินเดียแล้วราวหนึ่งในสี่ของทั้งหมด และแม้ชิ้นส่วนหลายรายการยังเชื่อมโยงกลับมายังจีน ทว่าโครงสร้างการผลิตก็เริ่มเคลื่อนย้ายตามการตัดสินใจของบริษัทข้ามชาติที่กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่
ในภาคยานยนต์ กระบวนการเรียนรู้จากจีนก็เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกจำนวนมากกำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศจีน เพื่อเรียนรู้จากบริษัทท้องถิ่นที่ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำทั้งในด้านซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ การออกแบบ และความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
แม้บริษัทจีนรายใหญ่บางแห่งอาจปิดกั้นไม่ให้คนนอกเข้าถึงได้โดยง่าย แต่เครือข่ายซัพพลายเออร์นับพันรายของบริษัทใหญ่เหล่านี้ก็ยังเปิดพื้นที่ไว้สำหรับความร่วมมือ การลงทุนร่วม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ในทางปฏิบัติ
ที่น่าสนใจคือ มาตรการควบคุมเทคโนโลยีของจีนเองกลับมีแนวโน้มให้ผลตรงข้ามกับที่รัฐบาลตั้งใจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผู้ประกอบการและนักนวัตกรรมรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่า หากไม่สามารถขายกิจการหรือเทคโนโลยีให้แก่ต่างชาติได้ ก็ยากที่จะปลดล็อกมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่
ประกอบกับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในจีนเอง ก็ยิ่งผลักดันให้ซัพพลายเออร์และผู้ประกอบการจำนวนมากมองหาพันธมิตรต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น แม้จีนจะพยายามปกป้องเทคโนโลยีของตนอย่างเข้มงวด แต่ในระยะยาวก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่เทคโนโลยีจะไหลเข้าและออกผ่านพรมแดนจีนในทั้งสองทิศทาง
ท้ายที่สุด จีนเองก็ยังไม่ได้เป็นผู้นำในทุกสาขาเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่จีนยังคงต้องพึ่งพานวัตกรรมขั้นสูงจากโลกตะวันตก ข้อเท็จจริงนี้ทำให้การถกเถียงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีในขณะนี้มีลักษณะคล้ายกับการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการเผชิญหน้าแบบขาว-ดำ
หากจีนต้องการสร้างผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากนวัตกรรมของตน การส่งออกเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นก็จำเป็นต้องหาทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ของจีนเช่นกัน และนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยุคที่ซับซ้อน ต่อรองสูง และเคลื่อนผ่านภาคธุรกิจเป็นหลัก มากกว่าจะเคลื่อนผ่านรัฐเพียงลำพัง
อ้างอิง: The Economist