
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ชี้เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569-2570 จะเผชิญภาวะเติบโตต่ำท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งแรงส่งจากการส่งออกที่เริ่มอ่อนลง การฟื้นตัวของท่องเที่ยวที่ไม่ทั่วถึง ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และพื้นที่นโยบายการคลังที่แคบลง โดยคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.8% ในปี 2569 และ 2.0% ในปี 2570 ขณะที่ความเสี่ยงใหม่จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้อีก
ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ADB มองว่าไทยอาจจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้น และการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เป็นเรื่องที่ทำได้ หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินกู้ใหม่จะถูกนำไปใช้กับการลงทุนที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น โดยหัวใจสำคัญในมุมมองของ ADB ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพดานหนี้ แต่อยู่ที่คุณภาพของการใช้จ่ายว่าจะช่วยยกระดับผลิตภาพและการเติบโตระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
ADB ระบุว่า หากไทยจะกู้เพิ่ม การใช้ทรัพยากรดังกล่าวควรมุ่งไปที่การลงทุนกับคน การพัฒนาทักษะแรงงาน การศึกษา งานวิจัย เทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถของ MSMEs รวมถึงการสร้างซัพพลายเออร์ในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้การลงทุนใหม่และการย้ายฐานการผลิตจากต่างชาติก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง มากกว่าปล่อยให้การเติบโตในอนาคตยังติดอยู่กับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเดิม ๆ
ADB ระบุว่าเศรษฐกิจไทยชะลอลงในปี 2568 จากแรงกดดันของอุปสงค์ภายในประเทศและภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแรง แม้ภาคส่งออกสินค้ายังขยายตัวได้ดี โดย GDP ที่แท้จริงในปี 2568 เติบโต 2.4% ลดลงจาก 2.9% ในปี 2567 ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดทับเศรษฐกิจไทยอยู่ต่อเนื่อง
แรงหนุนสำคัญในปีที่ผ่านมา มาจากการส่งออกสินค้า ซึ่งขยายตัวถึง 11.9% โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนทั้งอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากตลาดหลัก การฟื้นตัวบางส่วนของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก และการเร่งส่งมอบสินค้าไปยังสหรัฐก่อนการขึ้นภาษีศุลกากร ขณะที่การนำเข้าสินค้าก็ขยายตัว 9.8% ตามความต้องการสินค้าขั้นกลางและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการผลิตเพื่อการส่งออก ทำให้ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อการส่งออกไทยในปี 2568 ยังไม่ปรากฏชัดในภาพรวม
อย่างไรก็ดี ADB มองว่าแรงส่งดังกล่าวจะอ่อนลงในระยะข้างหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวต่อในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยในปี 2570 หรือเติบโต 1.8% และ 2.0% ตามลำดับ สะท้อนผลจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง การส่งออกที่ชะลอหลังหมดแรงเร่งชั่วคราวในปี 2568 ต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดย ADB ย้ำว่าประมาณการครั้งนี้อยู่ภายใต้ความไม่แน่นอนในระดับสูงมาก
รายงานระบุว่าไทยจะได้รับผลกระทบเต็มมากขึ้นจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้ภาษีทั่วโลกชั่วคราว 10% ควบคู่กับภาษีเฉพาะผลิตภัณฑ์และความไม่แน่นอนด้านภาษีที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่แนวโน้มปริมาณการค้าโลกชะลอลง ต้นทุนขนส่งและประกันภัยสูงขึ้น และมีความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
แม้อุปสงค์โลกต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องยังมีแนวโน้มเป็นบวกในปีนี้และปีหน้า แต่ไทยอาจได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกยังค่อนข้างกระจุกตัวในส่วนประกอบและการประกอบขั้นกลาง มากกว่าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ด้านภาคท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับส่งสัญญาณฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกบริการชะลอลงในปี 2568 หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือ 32.9 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 และยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดในปี 2562 ปัจจัยหลักมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ขณะเดียวกันไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจุดหมายปลายทางอื่น แม้นักท่องเที่ยวจากบางตลาดระยะไกลจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการลดลงโดยรวมได้
ADB ประเมินว่าภาคท่องเที่ยวยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูงในปี 2569 โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบต้นทุนการเดินทาง เส้นทางการบิน และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวเพิ่มเติม ขณะที่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากข้อจำกัดชายแดนและคำแนะนำด้านการเดินทาง อย่างไรก็ดี หากภาวะภายนอกมีเสถียรภาพมากขึ้น ภาคท่องเที่ยวอาจกลับมามีบทบาทหนุนการเติบโตได้มากขึ้นในปี 2570
ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ADB ชี้ว่าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 2.7% ในปี 2568 ลดลงจาก 4.4% ในปี 2567 จากแรงกดดันของหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การเติบโตของรายได้ที่แท้จริงที่ยังอ่อนแอ และรายได้ภาคเกษตรที่ลดลง แม้ตลาดแรงงานโดยรวมยังทรงตัว โดยอัตราว่างงานอยู่ที่ 0.8% แต่ครัวเรือนจำนวนมากยังให้น้ำหนักกับการชำระหนี้เป็นหลัก หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงถึง 86.8% ของ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2568 แม้ลดลงจาก 87.1% ในช่วงต้นปี จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอลง การปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง และการปล่อยกู้ที่ระมัดระวังมากขึ้นของสถาบันการเงิน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วยพยุงการใช้จ่ายภาคเอกชนได้บางส่วนในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศและโครงการ “Half-Half Plus” ที่อุดหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ซึ่งช่วยหนุนการใช้จ่ายในหมวดเดินทาง ที่พัก อาหาร และค้าปลีกในระยะสั้น แต่ ADB มองว่าผลกระทบต่อการเติบโตทั้งปีค่อนข้างจำกัด เพราะมาตรการมีลักษณะชั่วคราวและไม่สามารถคลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กดทับกำลังซื้อของครัวเรือนได้
มองไปข้างหน้า ADB คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะยังซบเซาต่อในปีนี้และปีหน้า จากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง รายได้ที่ขยายตัวไม่มาก และแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นชั่วคราวที่ทยอยหมดลง แม้ตลาดแรงงานมีแนวโน้มทรงตัว แต่ครัวเรือนยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่รายได้ภาคเกษตรยังมีแนวโน้มผันผวนตามราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพืชส่งออกอย่างข้าวและมันสำปะหลังที่อาจถูกจำกัดจากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนตัวลง
ในภาคการลงทุน ADB ระบุว่าการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยในปี 2568 โดยภาคก่อสร้างยังหดตัวจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัยที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในภาคยานยนต์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เริ่มดีขึ้นในบางอุตสาหกรรมช่วงปลายปี สอดคล้องกับการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้นและการนำเข้าสินค้าทุนที่เกี่ยวข้อง
แรงสนับสนุนสำคัญยังมาจากการไหลเข้าของ FDI ที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า กิจกรรมทางการเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นถึง 66% จากปี 2567 โดยโดดเด่นในภาคอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียน ADB มองว่าแรงหนุนดังกล่าวจะยังช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่องในช่วงประมาณการ รวมถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การขนส่ง และการค้าด้วย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ADB เตือนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 ตามการส่งออกที่อ่อนแรงลง ขณะที่ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความระมัดระวังของนักลงทุน อาจกดดันการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม อีกทั้งการนำเข้าสินค้าขั้นกลางและปัจจัยการผลิตในระดับสูงยังจำกัดการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ทำให้การลงทุนอาจไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่
ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ADB ระบุว่าภาครัฐมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2568 จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยการบริโภคภาครัฐขยายตัว 0.6% จากค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนพนักงานและการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น หลังงบประมาณปี 2567 ล่าช้า ขณะที่การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 8.9% โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สาธารณูปโภค และโครงการด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทางการคลังของไทยเริ่มจำกัดมากขึ้น โดยการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 4.8% ของ GDP จาก 4.0% ในปีงบประมาณก่อนหน้า ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มจาก 63.2% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 เป็น 65.1% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 แม้ยังต่ำกว่ากรอบเพดาน 70% ของ GDP แต่ก็สะท้อนว่ารัฐมีพื้นที่ใช้นโยบายการคลังลดลงมาก
ในด้านเสถียรภาพราคา ADB ระบุว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2568 ติดลบ 0.1% จากการลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันโลก มาตรการของรัฐในการบรรเทาค่าครองชีพ และอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ แม้ราคาอาหารและบริการจะขยับขึ้นเล็กน้อยก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงและหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ยังเป็นเหตุให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนคลายนโยบายการเงินในปี 2568 โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 100 basis points เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระการชำระหนี้
ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยมีปัจจัยจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ การไหลเข้าของเงินทุน และธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ท่ามกลางราคาทองคำโลกที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งล้วนมีส่วนหนุนให้เงินบาทแข็งค่าในช่วงดังกล่าว
สำหรับแนวโน้มปี 2569-2570 ADB คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาเป็นบวกที่ 1.3% และ 1.0% ตามลำดับ โดยมีแรงผลักสำคัญจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแออยู่ก็ตาม ก่อนที่แรงกดดันด้านราคาจะลดลงเล็กน้อยในปี 2570 ขณะที่การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของภาคท่องเที่ยวและบริการจะช่วยผลักดันราคาเพิ่มขึ้นบ้าง
ADB ประเมินว่าความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยยังเอนเอียงไปด้านลบอย่างชัดเจน ทั้งจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนสูง การเติบโตของผลิตภาพที่อ่อนแอ ความไม่สอดคล้องกันของทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศที่ยังจำกัด ซึ่งยังจะกดดันทั้งการส่งออก การลงทุน และอุปสงค์ภายในประเทศต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการครั้งนี้ เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ จึงเปราะบางต่อการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งจะซ้ำเติมเงินเฟ้อ บั่นทอนรายได้ที่แท้จริง และกดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ไทยยังมีสำรองพลังงานเพียงพอในระยะสั้นเพื่อช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านอุปทานได้บางส่วน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อการค้าและความเชื่อมั่นนักลงทุนอาจรุนแรงขึ้น
ในเชิงโครงสร้าง ADB เห็นว่าความท้าทายสำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ในระยะกลางและระยะยาว เพราะแรงขับเดิมของเศรษฐกิจกำลังเผชิญข้อจำกัดเพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2568 แต่การพึ่งพาอุปสงค์ภายนอกมีความผันผวนมากขึ้น ขณะที่ผลิตภาพภายในประเทศชะลอลง มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกลดลง และแรงกดดันด้านประชากรศาสตร์รุนแรงขึ้น หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การฟื้นตัวของการลงทุนและการส่งออกที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอที่จะยกระดับศักยภาพการเติบโตของไทยได้จริง
ADB อ้างอิงข้อมูลที่ชี้ว่าการเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยล้าหลังประเทศอื่นในภูมิภาคตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต หรือ TFP อยู่ที่ 0% ในช่วงปี 2558-2566 สะท้อนข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำ อีกทั้งมูลค่าเพิ่มภายในประเทศในการผลิตเพื่อการส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตขั้นกลางจำนวนมาก ทำให้ประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออกและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลกตกสู่เศรษฐกิจในประเทศไม่เต็มที่
รายงานจึงเสนอว่า หัวใจของการฟื้นฟูการเติบโตคือการยกระดับผลิตภาพและนวัตกรรม ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การลดปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะ การส่งเสริมให้ MSMEs นำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น และการเพิ่มการใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ
ADB ระบุด้วยว่า ภาครัฐเริ่มมีมาตรการรองรับบางส่วนแล้ว เช่น การอำนวยความสะดวกการลงทุนผ่าน BOI ด้วยกลไก FastPass การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย การปรับปรุงกฎระเบียบให้คล่องตัวขึ้น และการทบทวนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่มาตรการเหล่านี้จะให้ผลจริงหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินการ และการส่งผ่านประโยชน์ไปยังบริษัทไทย โดยเฉพาะ MSMEs
ในมุมของห่วงโซ่อุปทาน ADB เห็นว่าการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้กัน แม้ FDI จะยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน แต่การนำเข้าที่สูงยังจำกัดผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น การพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ MSMEs และการสนับสนุนการยกระดับเทคโนโลยีและการรับรองคุณภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและทำให้การลงทุนต่างชาติสร้างผลคูณต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น
สำหรับภาคท่องเที่ยวและบริการ ADB มองว่ายังมีโอกาสเติบโตเพิ่มเติม หากเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 2569-2570 โดยมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการกระจายแหล่งท่องเที่ยวสามารถช่วยหนุนการฟื้นตัวได้ แต่หากต้องการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ไทยจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพบริการ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง และสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้รายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานล่างได้ดีขึ้น
ในระยะยาว ADB เห็นว่าไทยต้องมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ทั้งการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อมปรับกรอบกำกับดูแล เครื่องมือทางการเงิน และนโยบายอุตสาหกรรมให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว
สรุปแล้ว ADB มองว่าการฟื้นศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังอาศัยแรงขับเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้วยนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและนวัตกรรม ทั้งการยกระดับทักษะแรงงาน การใช้เทคโนโลยีใหม่ การเพิ่มการวิจัยและพัฒนา การเสริมสร้างห่วงโซ่คุณค่าในประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนภาครัฐ เพื่อให้ไทยสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศ ยกระดับศักยภาพการเติบโต และสร้างการขยายตัวที่ยั่งยืนมากขึ้นในระยะปานกลาง
นายแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาตัดสินใจเอง โดยหลักการแล้วแต่ละประเทศย่อมมีกรอบวินัยการคลังของตนเองเพื่อเป็นหลักยึดในการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญทั้งการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการคลังมากพอรองรับเป้าหมายดังกล่าว
นายแบทเท็น ระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขยับเพดานหนี้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ในโครงการลงทุนที่สร้างผลกระทบสูงหรือไม่ เพราะหากเม็ดเงินดังกล่าวถูกจัดสรรไปสู่การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ก็จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับผลิตภาพ และช่วยวางเส้นทางฐานะการคลังให้มีความยั่งยืนในระยะต่อไปได้ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จำเป็นต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ โดย ADB พร้อมสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในฐานะสถาบันพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
นายแบทเท็นกล่าวด้วยว่า รัฐบาลทุกประเทศให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของการลงทุนภาครัฐ เพราะเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเม็ดเงินงบประมาณจะถูกแปลงไปเป็นผลิตภาพและการเติบโตระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับประเทศไทย นายแบทเท็นมองว่าโดยรวมระบบภาครัฐยังมีความเข้มแข็งและทำได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน อีกทั้งระดับการจัดเก็บภาษีของไทยยังถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่ขนาดการขาดดุลงบประมาณโดยรวมก็ไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากนัก
นายแบทเท็นประเมินว่า หากพิจารณาในภาพรวม ตัวชี้วัดด้านการคลังของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองว่าไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะหนี้สาธารณะไม่ยั่งยืนอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้ายังมีพื้นที่สำหรับการปรับปรุง โดยเฉพาะการผลักดันการปฏิรูปในด้านสำคัญ เช่น การลงทุนพัฒนาทักษะ การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการศึกษา เพื่ออุดช่องว่างทักษะที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐยังสอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจ
ส่วนคำถามเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 10% นายแบทเท็นกล่าวว่า ADB ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์ในประเด็นนี้มากพอที่จะให้ความเห็นอย่างมีข้อมูลรองรับได้โดยตรง แต่ยอมรับว่า รัฐบาลจำเป็นต้องระดมรายได้จากภาษีหลายประเภท และควรประเมินภาษีแต่ละชนิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบภาษีมีประสิทธิภาพสูงสุดในการสนับสนุนเป้าหมายทางเศรษฐกิจและการคลัง
สำหรับเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาค อันนา ฟิงค์ เศรษฐกรอาวุโสจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า ในการนำเสนอสาระสำคัญจากรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคของ ADB นั้น ประเด็นหลักที่ต้องจับตาในการคาดการณ์เศรษฐกิจช่วง 2 ปีข้างหน้าคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถูกวางไว้เป็นปัจจัยศูนย์กลางของประมาณการทั้งหมด อย่างไรก็ดี ADB ต้องการเน้นว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกำลังเผชิญวิกฤติครั้งนี้จากจุดตั้งต้นที่ยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของภูมิภาคในปีก่อนหน้าขยายตัว 5.4% และอัตราเงินเฟ้อชะลอลงมาอยู่ที่ 3% ในปี 2568
เธอกล่าวว่า ADB จัดทำประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 ภายใต้สมมติฐาน “ภาวะถดถอยที่มีเสถียรภาพในระยะต้น” หรือ early stabilization recession scenario ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่สรุปแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 10 มีนาคม โดยภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ADB คาดว่าเศรษฐกิจภูมิภาคจะชะลอลงมาเติบโตที่ 5.1% ในปี 2569 และทรงตัวที่ 5.1% ในปี 2570
ทั้งนี้ เธอยอมรับว่า หลังจากจัดทำสมมติฐานดังกล่าวแล้ว ภาพคาดการณ์ได้เลวร้ายลง และ ADB กำลังประเมินสถานการณ์บนฐานที่ว่าความปั่นป่วนจากความขัดแย้งปัจจุบันอาจลากยาวนานกว่าที่เคยคาดไว้
ฟิงค์ระบุว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากความปั่นป่วนจากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปตลอด 1 ปี เศรษฐกิจของภูมิภาคอาจสูญเสียการเติบโตลง 1.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อจะเร่งขึ้นอีก 3.2 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยนี่คือหนึ่งในสารหลักที่ ADB ต้องการสื่อผ่านรายงานฉบับล่าสุด พร้อมทั้งชี้ว่าในรายงานฉบับตีพิมพ์ยังมีกราฟแสดงรายละเอียดการแยกผลกระทบในแต่ละส่วนของภูมิภาคไว้อย่างชัดเจน
นอกเหนือจากความเสี่ยงจากตะวันออกกลางแล้ว ADB ยังมองว่าความเสี่ยงโดยรวมยังเอนเอียงไปทางด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสเกิดแรงกระแทกจากมาตรการภาษีรอบใหม่และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงจากการปรับฐานอย่างรุนแรงของมูลค่าหุ้นในตลาดทุน ซึ่งอาจถูกกระตุ้นได้ทั้งจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางหรือจากการ reprice หุ้นกลุ่ม AI รวมถึงความเสี่ยงจากการทรุดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจซ้ำเติมแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะต่อไป
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิงค์กล่าวว่า ADB ยังมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียและแปซิฟิก โดยภายใต้ฉากทัศน์ early stabilization คาดว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคจะขยายตัว 4.7% ในปี 2569 ก่อนเร่งขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.8% ในปี 2570 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตยังคงมาจากอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายของภาคครัวเรือน และการลงทุนภาครัฐ
อย่างไรก็ดี เธอชี้ว่า ทุกประเทศเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเช่นกัน แต่ระดับผลกระทบจะต่างกันออกไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยขึ้นอยู่กับการเปิดรับต่อแรงกระแทกทางการค้า ความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน และความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ ADB จึงพยายามจัดกลุ่มประเทศต่างๆ ตามลักษณะของปฏิกิริยาทางเศรษฐกิจที่มีต่อแรงกระแทกดังกล่าว
ในกรณีของบรูไน ADB คาดว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวในปีนี้ โดยมีแรงหนุนหลักจากการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของการผลิตไฮโดรคาร์บอน ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต มีแนวโน้มรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งไว้ได้ โดยขับเคลื่อนหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาครัฐ แม้แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่มากกับระยะเวลาและความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มากเพียงใด
ส่วนกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ADB คาดว่าจะเห็นการเติบโตอ่อนตัวลง โดยปัจจัยหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลงและการเพิ่มขึ้นของภาษีการค้าจากภายนอก ซึ่งกดดันประเทศที่พึ่งพาการค้าและการส่งออกค่อนข้างมาก ขณะที่ลาว เมียนมา และอินเดีย เธอกล่าวว่าเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางค่อนข้างชัด โดยเฉพาะเมียนมาที่ได้รับแรงกดดันจากความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ส่วนลาวและอินเดียเผชิญแรงกดดันจากปัญหาด้านการคลังที่ยังดำรงอยู่
ในด้านเงินเฟ้อ ฟิงค์กล่าวว่า หลังจากที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภาวะเงินเฟ้อในระดับปานกลางเมื่อปีก่อน ขณะนี้แรงกดดันด้านราคากำลังเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีต้นตอหลักจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น และจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในวงกว้าง ADB คาดว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจเริ่มบรรเทาลงในปี 2570 แต่สุดท้ายแล้วทิศทางเงินเฟ้อก็ยังขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันจะยืดเยื้อออกไปนานเพียงใด