Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เริ่มแล้ว World Cup 2026 ฟุตบอลโลกที่ใหญ่สุด-แพงสุด แต่แพงเพราะอะไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เริ่มแล้ว World Cup 2026 ฟุตบอลโลกที่ใหญ่สุด-แพงสุด แต่แพงเพราะอะไร?

12 มิ.ย. 69
12:13 น.
แชร์

ฟุตบอลโลก 2026 เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยชาวไทยต้องลุ้นจนเกือบวินาทีสุดท้ายกว่าจะได้รับข่าวดีเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอด และเชื่อว่า หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใด ลิขสิทธิ์ถึงได้แพงแสนแพงจับใจเช่นนี้ 

และถ้าหากคุณกำลังคิดว่า ฟุตบอลโลกปีนี้แพงจริง ๆ Spotlight ก็จะขอยืนยันว่า คุณคิดถูกแล้ว เพราะฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่แพงที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกฟุตบอลเคยมีมา ไม่เพียงเพราะจำนวนทีมที่เพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม หรือจำนวนแมตช์แข่งขันที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ยังรวมถึงขนาดของสนามแข่งขัน พื้นที่จัดการแข่งขัน และจำนวนผู้ชมทั่วโลกที่อาจสูงกว่างานอีเวนต์ใด ๆ ที่เคยมีมา

การแข่งขันครั้งนี้กระจายตัวอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่นครแวนคูเวอร์ของแคนาดาไปจนถึงกรุงเม็กซิโกซิตี้ในเม็กซิโก จนมีการคำนวณว่า ทีมที่คว้าแชมป์อาจต้องเดินทางรวมกันเป็นระยะทางใกล้เคียงกับเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกเลยทีเดียว

Spotlight สรุปตัวเลขทางเศรษฐกิจมาให้ว่า ฟุตบอลโลก 2026 นี้แพงอย่างไร? และทำไมถึงแพง เพราะเข้าเอาจริงแล้ว เจ้าภาพจัดการแข่งฟุตบอลโลกหลาย ๆ ปีที่ผ่านมามักจะ “ขาดทุน” ในส่วนของตัวเงินลงทุนจัดการแข่งขันโดยตรง แล้วสามเจ้าภาพร่วมอย่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่? 


ราคาบัตรเข้าชมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลระดับสูงในทุกแห่งทั่วโลก ราคาตั๋วฟุตบอลโลกครั้งนี้ถือว่า สูงเกินกว่าที่หลายคนเคยจินตนาการได้ ตั๋วรอบชิงชนะเลิศบางประเภทมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เกมรอบแบ่งกลุ่มคู่ใหญ่ ๆ มีราคาเฉลี่ยราว 1,000 ดอลลาร์ต่อใบ ส่วนแมตช์ที่ไม่ใช่เกมดัง ราคาก็ยังอยู่ในระดับหลายร้อยดอลลาร์

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ฟุตบอลโลก 2026 คือ "เหมืองทองคำ" ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

และยังเป็นการทดลองครั้งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนแปลงระบบกำหนดราคาบัตรเข้าชมมหกรรมกีฬาระดับโลก ผ่านแนวคิด "Dynamic Pricing" หรือการปรับราคาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ ยิ่งความต้องการสูง ราคาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แนวคิดนี้เคยถูกใช้กับคอนเสิร์ตและการแข่งขันกีฬาบางประเภทมาก่อน แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้ในระดับมหกรรมขนาดยักษ์เช่นนี้

แม้ชาวอเมริกันจะเรียกฟุตบอลว่า "ซอกเกอร์" และใช้คำว่า “ฟุตบอล” เรียกสิ่งที่ชาวไทยเรียกกันว่า “อเมริกันฟุตบอล” แต่ในเชิงธุรกิจแล้ว ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับสะท้อนแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบ "อเมริกันฟุตบอล" อย่างชัดเจน

ในลีกอเมริกันฟุตบอล NFL การตั้งราคาที่นั่งถูกออกแบบภายใต้แนวคิดการบริหารรายได้สูงสุด หรือ Yield Management เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การขายตั๋วให้เต็มสนาม แต่คือการสร้างรายได้สูงสุดจากทุกที่นั่งที่มีอยู่ต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ สนามกีฬา NFL ยุคใหม่จำนวนมากจึงมีแนวโน้มลดจำนวนที่นั่งลง แต่เพิ่มพื้นที่รับรองระดับพรีเมียม ห้องสวีต และโซนบริการสุดหรูที่สามารถสร้างรายได้มากกว่าหลายเท่า 

อีกปัจจัยสำคัญคือ จำนวนเกมเหย้าของทีม NFL มีเพียง 9 นัดต่อฤดูกาล ต่างจากลีกฟุตบอลยุโรปที่มีการแข่งขันมากกว่าสองเท่า ทำให้ทุกเกมมีคุณค่าและสามารถตั้งราคาสูงได้มากกว่า

ระบบ Dynamic Pricing จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้สโมสร NFL และเมื่อสนามแข่งขันทั้ง 11 แห่งในสหรัฐฯ ที่ใช้จัดฟุตบอลโลก 2026 ล้วนเป็นสนามอเมริกันฟุตบอล อิทธิพลของแนวคิดทางธุรกิจแบบ NFL จึงปรากฏชัดในฟุตบอลโลกครั้งนี้


แฟนบอลถูกรีดหนัก?

จ็อก สไตน์ อดีตกุนซือทีมชาติสกอตแลนด์ผู้ล่วงลับเคยกล่าวเอาไว้ว่า "ฟุตบอลจะไม่มีความหมายเลยหากปราศจากแฟนบอล"  แต่สำหรับแฟนบอลจำนวนไม่น้อยในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พวกเขาอาจต้องจ่ายเงินในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อเข้าชมแมตช์ที่อาจไม่มีผลต่อการเข้ารอบด้วยซ้ำ ขณะที่ค่าเดินทางไปสนามแข่งขันก็พุ่งสูงเกินปกติอย่างน่าตกใจ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือค่าตั๋วรถไฟของระบบขนส่งสาธารณะนิวเจอร์ซีย์ ทรานซิต (New Jersey Transit) ซึ่งโดยปกติมีราคาไป-กลับเพียง 12.90 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่วงการแข่งขันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์

แฟนบอลกำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะฟุตบอลโลกครั้งนี้ดำเนินอยู่ภายใต้โมเดลทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะการแข่งขันส่วนใหญ่จัดขึ้นในสนามอเมริกันฟุตบอลที่ยืมมาใช้ โดยสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพหลัก ขณะที่อีกหนึ่งในสี่ของการแข่งขันจัดขึ้นในแคนาดาและเม็กซิโก อิทธิพลของกีฬายอดนิยมอย่างอเมริกันฟุตบอลจึงแทรกซึมเข้ามาอย่างชัดเจน และอาจทิ้งร่องรอยไว้กับฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างยาวนาน

ในมุมของผู้จัดอย่างฟีฟ่า ฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นเพียง "เกมอันงดงาม" (The Beautiful Game) อีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น "เกมที่สร้างรายได้มหาศาล" (The Bountiful Game)

ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นการแข่งขันที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ไม่ใช่ในความหมายดั้งเดิมของการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศเจ้าภาพ หรือสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจากความสำเร็จของทีมชาติ หากเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "เศรษฐกิจรูปตัว K" (K-shaped Economy)

แนวคิดดังกล่าวอธิบายถึงสถานการณ์ที่คนแต่ละกลุ่มในสังคมได้รับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อวาดเป็นกราฟจะเห็นเส้นหนึ่งพุ่งขึ้น ขณะที่อีกเส้นดิ่งลง คล้ายตัวอักษร K โดยกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตและความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายและกำลังซื้อที่ลดลง

รูปแบบการตั้งราคาตั๋วและบริการต่าง ๆ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามปฏิวัติกลไกราคาในอุตสาหกรรมกีฬา ซึ่งดูเหมือนจะให้คุณค่ากับแฟนบอลบางกลุ่มมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีกำลังซื้อสูงและสามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่ามีมุมมองที่แตกต่างออกไป โดยยืนยันว่า รายได้มหาศาลจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมจะไม่ถูกเก็บไว้เพียงเพื่อสร้างกำไร แต่จะถูกนำไปกระจายต่อเพื่อพัฒนาวงการฟุตบอลทั่วโลก เปรียบเสมือนแนวคิดแบบ "โรบินฮูด" ที่นำทรัพยากรจากผู้มีศักยภาพทางการเงินสูง ไปสนับสนุนการเติบโตของฟุตบอลในประเทศที่ยากจนและขาดโอกาสมากกว่า

ไม่อยากขาดทุนเหมือนอดีต พยายามเปลี่ยนรูปแบบจัดงาน

ที่ผ่านมา ประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกมักขาดทุนในแง่ของตัวเงินลงทุนจัดการแข่งขันโดยตรง เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการสร้างหรือปรับปรุงสนามแข่ง ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ผลตอบแทนที่ได้มักเป็นกำไรทางอ้อม เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ระดับโลก 

ดังนั้น ในอดีต การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกจึงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา ระบบขนส่ง หรือการพัฒนาเมือง แม้หลายครั้งจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลจากภาครัฐก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลโลก 2026 นี้กลับถูกนำเสนอในฐานะ "Asset-Light Tournament" หรือการแข่งขันที่ไม่ต้องสร้างสินทรัพย์ใหม่จำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสนามกีฬาราคาแพงที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ใช้งานอะไรหลังจบทัวร์นาเมนต์ เช่น สนามมิยางิในญี่ปุ่น สนามกรีนพอยต์ในแอฟริกาใต้ หรือสนามมานาอุส มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์กลางป่าอเมซอนของบราซิล ซึ่งภายหลังประสบปัญหาการใช้งานไม่คุ้มค่า

ในฟุตบอลโลก 2026 ฟีฟ่าเลือกเช่าสนามที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก โดยเฉพาะสนาม NFL ที่สร้างและดูแลด้วยเงินของแฟนกีฬาอเมริกันฟุตบอล ก่อนจะนำมาสร้างรายได้ผ่านระบบราคาสไตล์อเมริกันอย่างเต็มรูปแบบ

หากฟุตบอลโลกในอดีตให้ผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระต้นทุนการก่อสร้าง ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับเปลี่ยนให้ผู้ชมเป็นผู้แบกรับต้นทุนผ่านค่าตั๋ว ค่าที่จอดรถ และค่าเดินทางที่สูงขึ้นแทน

รายได้จากบัตรเข้าชมและบริการรับรองพิเศษยังไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่เดิมมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 929 ล้านดอลลาร์ในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เป็นมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026

อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด ชีแฮน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินกีฬาแห่งมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม มองว่า ตัวเลขจริงอาจสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าฟุตบอลโลกครั้งก่อนถึง 7 เท่า โดยเขาประเมินว่ารายได้จากตั๋วต่อแมตช์อาจเพิ่มจาก 15 ล้านดอลลาร์ในกาตาร์ เป็นกว่า 71 ล้านดอลลาร์ต่อเกม

แม้เม็ดเงินจะไหลสะพัดมหาศาล แต่ผลประโยชน์อาจไม่ได้ตกอยู่กับเมืองเจ้าภาพมากนัก

ต่างจากฟุตบอลโลกสหรัฐฯ ปี 1994 ที่เมืองเจ้าภาพและผู้จัดในประเทศได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการขายตั๋วและการตลาด ครั้งนี้ฟีฟ่าเป็นผู้ควบคุมรายได้เกือบทั้งหมด ขณะที่สนามกีฬาได้รับค่าเช่าในอัตราคงที่ และเงินรางวัลก็ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมืองเจ้าภาพจำนวนมากจึงต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและระบบขนส่งด้วยตนเอง

นครนิวยอร์กเพิ่มค่ารถไฟสู่สนามแข่งขันจากเดิมเกือบสิบเท่า ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเหลือ 98 ดอลลาร์ ส่วนรถไฟในบอสตันมีราคาสูงถึง 80 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าจอดรถอย่างเป็นทางการอยู่ระหว่าง 175-225 ดอลลาร์ต่อคัน

ภาพเหล่านี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากฟุตบอลโลกหลายครั้งในอดีต ซึ่งมักมอบสิทธิเดินทางฟรีให้แก่ผู้ถือตั๋วเข้าชม ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ในปี 2022 เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศส

โดยเฉพาะฟุตบอลโลก 2002 ที่ญี่ปุ่น ซึ่งยังคงถูกจดจำในฐานะตัวอย่างของการต้อนรับแฟนบอลจากทั่วโลก อาสาสมัครท้องถิ่นยืนเรียงรายตามเส้นทางจากสถานีรถไฟความเร็วสูงไปยังสนามแข่งขัน บางคนช่วยหาอาหารให้แฟนบอล และในบางกรณีถึงขั้นควักเงินจ่ายค่าแท็กซี่ให้ผู้มาเยือนที่พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้าย

จากมหกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นเทศกาลแห่งมิตรภาพและการแบ่งปัน ฟุตบอลโลก 2026 กำลังสะท้อนภาพใหม่ของโลกกีฬา ที่รายได้และประสิทธิภาพทางธุรกิจกลายเป็นศูนย์กลางมากกว่าที่เคยเป็นมา

ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์

เมื่อปีที่แล้ว ฟีฟ่าและองค์การการค้าโลก เคยเปิดเผยรายงานคาดการณ์ถึงผลกระทบเศรษฐกิจของฟุตบอลโลก 2026 โดยระบุว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อาจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์

การศึกษาดังกล่าวจัดทำโดย OpenEconomics (OE) องค์กรอิสระที่สนับสนุนภาครัฐและภาคธุรกิจในการออกแบบนโยบายและโครงการลงทุน ซึ่งรายงานระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก คาดว่า จะมีผู้เข้าชมการแข่งขันรวมกว่า 6.5 ล้านคน ตลอดทัวร์นาเมนต์ โดย OpenEconomics ประเมินว่า การแข่งขันอาจช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม (GDP) ได้สูงถึง 40,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างผลประโยชน์ทางสังคมมูลค่า 8,280 ล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการจ้างงานเทียบเท่าเต็มเวลา (Full-Time Equivalent: FTE) เกือบ 824,000 ตำแหน่งทั่วโลก

สำหรับสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว คาดว่าจะเกิดการจ้างงานกว่า 185,000 ตำแหน่ง สร้างมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจรวม 30,500 ล้านดอลลาร์ และเพิ่ม GDP ได้ราว 17,200 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้เพิ่งจะเปิดฉากขึ้น คงยากที่จะบอกได้ว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะสร้างเม็ดเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างงานให้คนใน 3 ประเทศเจ้าภาพได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ ๆ ฟุตบอลโลกปีนี้ได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ไปแล้วว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดอย่างแน่นอน

https://inside.fifa.com/organisation/media-releases/fifa-wto-study-estimates-usd-47-billion-economic-output-from-fifa-club-world
https://www.bbc.com/news/articles/cpv32417nlwo

แชร์
เริ่มแล้ว World Cup 2026 ฟุตบอลโลกที่ใหญ่สุด-แพงสุด แต่แพงเพราะอะไร?