
เราต่างรู้อยู่แล้วว่าตั้งแต่ก่อนเริ่มจัดงาน แฟนบอลต่างมีข้อกังวลด้านวีซ่าเข้าประเทศ แต่ไม่มีใครคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ตัดสินอันดับหนึ่งจากทวีปแอฟริกา
ล่าสุดเขาได้กลับถึงประเทศโซมาเลียโดยสวัสดิภาพแล้ว มีชาวบ้านมารอต้อนรับกลับบ้านอย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่ลืมไม่ลงไปอีกนาน คือ แผลผู้ตัดสินบอลโลกโดนไล่กลับบ้าน
โอมาร์ อาร์ตันมีผลงานโดดเด่นตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเขาเพิ่งได้ตัดสินในนัดชิงชนะเลิศแอฟริกันแชมเปียนส์ลีก และศึกฟุตบอลโลกเยาวชน U-20 ที่ชิลี การได้ทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ควรเป็นจุดสูงสุดในอาชีพ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวโซมาเลียคนแรกที่ได้ทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก แต่เขากลับต้องเดินทางกลับประเทศตัวเอง
โอมาร์ อาร์ตัน ผู้ตัดสินชาวโซมาเลียวัย 34 ปีที่ได้รับโอกาสแต่งตั้งให้เป็นผู้ตัดสินในงานบอลโลก ซึ่งนับว่าเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของเขา เพราะเขาถือว่าเป็นชาวโซมาเลียคนแรกที่ได้ทำหน้าที่ในฟุตบอลโลก แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นหลังเขาโดนสหรัฐฯ ปฏิเสธการเข้าประเทศ
โอมาร์ เดินทางเข้าสหรัฐฯ ร่วมกับผู้ตัดสินอีก 51 คนเพื่อเข้าร่วมสัมนาเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันในเมืองไมอามี แต่เมื่ออาร์ตันเดินทางมาถึงรัฐฟลอริดา เขาถูกสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่คนตรวจเข้าเมืองนานถึง 11 ชั่วโมง ก่อนถูกส่งตัวกลับขึ้นเครื่องบิน แม้จะไม่มีเหตุผลชัดเจนออกมาว่าทำไมเขาถึงถูกปฏิเสธการเข้าประเทศ แม้จะมีหนังสือเดินทางและวีซ่าเข้าสหรัฐฯแบบครั้งเดียวก็ตาม แต่ที่ผ่านมา ประเทศโซมาเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่พลเมืองถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งมาตรการดังกล่าว ถูกกำหนดขึ้นภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์
อาร์ตันเผยกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า ความฝันสูงสุดขอผู้ตัดสินทุกคนคือ การได้ไปทำหน้าที่ในงานฟุตบอลโลก เพราะเมื่อคุณได้รับคัดเลือก มันทำให้คุณรู้สึกว่าทุกอย่างที่คุณฝึกซ้อม และทำงานมาอย่างหนัก มันเห็นผลแล้ว มันคือช่วงเวลาที่มีค่าสุด ๆ หลายปีที่เขาพยายามมันได้เกิดผลขึ้นสักที
โดยหลังจากที่เขาได้รับคัดเลือกในงานบอลโลก อาร์ตันได้รับยกย่องจากฮัสซัน โมฮามุด ประธานาธิบดีแห่งโซมาเลียว่า ‘เป็นสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่ของชาวโซมาเลีย’
แม้ว่ารัฐบาลโซมาเลียจะพยายามอย่างหนักเพื่อเจรเจาทางการทูตกับสหรัฐฯ แต่ด้าน FIFA ก็ได้ออกมาแถลงว่า “อาร์ตันไม่สามารถฝึกซ้อม และทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 ได้” FIFA ชี้แจ้งเพิ่มเติมว่า “FIFA ไม่มีส่วนข้องเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเจ้าภาพ”
กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เผยว่า เราพร้อมต้อนรับแฟนบอลที่มีวีซ่าเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย และเราจะพิจารณาคำขอวีซ่าแต่ละฉบับเป็นรายคน หลังจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และการคัดกรองอย่างละเอียด นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังอ้างถึง ‘ความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยสาธารณะ’ เป็นปัจจัยในกระบวนการพิจารณาวีซ่าด้วย
ตอนนี้ งานบอลโลกจะมีผู้ตัดสินเพียง 6 คนจากทวีปแอฟริกา โดยมาจากประเทศอียิปต์ แอลจีเรีย กาบอง มอริเตเนีย โมร็อกโก และแอฟริกาใต้
ต่างจากฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียและ 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งเจ้าภาพปูพรมแดงต้อนรับแฟนบอลด้วย "Fan ID" และ "Hayya card" ที่ใช้แทนวีซ่าได้เลย สหรัฐอเมริกากลับทำให้แฟนบอลรู้สึกไม่ได้รับการต้อนรับ แฟนบอลจากหลายประเทศถึงกับล้มเลิกความตั้งใจเดินทางเข้าสหรัฐฯ
ปิอารา โพวาร์ ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรแฟร์ องค์กรที่รณรงค์ต่อต้านการเลือกปฏิบัติเผยว่า “นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าความกังวลเกี่ยวกับนโยบายวีซ่าที่มีอคติทางอุดมการณ์ และการเลือกปฏิบัติของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังกลายเป็นความจริง เพราะเราไม่เคยเห็นเรื่องตลกแบบนี้ก่อน”
ในด้านของเอียน ไรท์ อดีตกองหน้าของอาร์เซนอล และทีมชาติอังกฤษก็ได้กล่าวเสริมในโซเชียลของตนว่า ในทุก ๆ ชั่วโมงก็จะมีเรื่องใหม่ แฟนบอลถูกปฏิเสธ นักเตะถูกปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ถูกปฏิเสธ ผู้สื่อข่าวถูกปฏิเสธ ซึ่งตอนนี้เป็นตาของผู้ตัดสินที่ถูกปฏิเสธ นี่คือฟุตบอลโลกที่มีแต่ความวุ่นวาย
เมื่อปี 2017 หลังที่ทรัมปืรับตำแหน่งในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรก เขาได้ออกคำสั่งแรกเป็นกฎห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศโซมาเลียด้วย ซึ่งในตอนนั้นจานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า จะเคยขู่ทรัมป์ในปี 2017 ว่า นโยบายแบนผู้อพยพของทรัมป์อาจทำให้สหรัฐฯ หมดสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ และฟีฟ่าเพิ่งริบสิทธิ์อินโดนีเซียในการจัดแข่ง U-20 ฐานไม่ให้ทีมอิสราเอลเข้าประเทศในปี 2023
ในปีที่แล้ว ทรัมป์ได้มีการประกาศมาตรการห้ามเข้าประเทศอย่างเต็มรูปแบบกับวีซ่าทุกประเภท โดยครอบคลุมทั้ง 12 ประเทศรวมถึงประเทศโซมาเลีย และ 3 ประเทศที่ผ่านการคัดเลือกแข่งขันบอลโลกอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อิหร่าน และเฮติ
นอกจากนี้ก่อนจับสลากประเทศเจ้าภาพบอลโลก ทรัมป์ได้กล่าวว่า ประเทศโซมาเลีย แทบจะไม่ใช่ประเทศแล้ว พวกเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากการไล่ฆ่ากันไปวัน ๆ และยังกล่าวเสริมว่า พวกชาวโซมาเลียควรเดินทางกลับไปประเทศที่เขามา และจะเป็นความผิดพลาดของสหรัฐฯ มาก ถ้าเรายังรับพวกขยะเข้ามาในประเทศ
ผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐฯ ยังลามไปถึงทีมชาติอิหร่าน โควตาบัตรชมเกมรอบแบ่งกลุ่มของอิหร่านเพิ่งถูกเพิกถอน และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่เบื้องหลังทีม 15 คนถูกปฏิเสธวีซ่า โดยนักเตะจะได้รับอนุญาตให้ข้ามแดนจากเม็กซิโกเข้ามาในสหรัฐฯ ได้เพียงนัดละ 24 ชั่วโมงเท่านั้น หากทีมอิหร่านไม่สามารถลงแข่งได้ตามกำหนด จะถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
เหตุการณ์ที่ฟีฟ่าไม่สามารถปกป้องผู้ตัดสินของตัวเองจากการถูกเนรเทศ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า "ใครเป็นผู้ควบคุมฟุตบอลโลกกันแน่ FIFA หรือ รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ?" แล้วเราในฐานะแฟนบอลต้องเสี่ยงจ่ายตั๋วแต่ไม่ได้เข้าดูไหม?