Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ประธาน ตลท.ไม่เห็นด้วย ข้อเสนอเก็บภาษีขายหุ้นทั้งกำไร-ขาดทุน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ประธาน ตลท.ไม่เห็นด้วย ข้อเสนอเก็บภาษีขายหุ้นทั้งกำไร-ขาดทุน

21 เม.ย. 69
21:15 น.
แชร์

เรื่องภาษี ทั้งการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการเก็บภาษีขายหุ้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในช่วงนี้ เนื่องจากคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เตรียมเสนอรายงานการศึกษาเรื่อง ‘แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย’ ต่อวุฒิสภา ซึ่งข้อเสนอที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง คือ เสนอปรับอัตรา VAT กลับไปที่ 10% และเสนอให้เก็บภาษีการขายหุ้นทั้งกรณีที่ได้กำไรและกรณีที่ขาดทุน

แม้ว่าล่าสุด ในวันนี้ (21 เมษายน 2569) มีการถอนรายงานนี้ออกจากวาระการพิจารณาของวุฒิสภาแล้ว หลังจากข้อเสนอในรายงานนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แต่วุฒิสภาบอกว่า เป็นการถอนเพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เหมาะสม แต่มีแนวโน้มว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำกลับมาพิจารณาและผลักดันต่อ เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น

ฝั่งตลาดทุน ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แสดงความเห็นต่อข้อเสนอเก็บภาษีขายหุ้นว่า ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีการขายหุ้นทั้งในกรณีที่ได้กำไรและในกรณีที่ขาดทุน พร้อมบอกว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าใจตลาดทุน และหากมีการเก็บจริงจะส่งผลเสียอย่างมากต่อตลาดทุนไทย อยากให้รัฐบาลหารือฝั่งตลาดทุนก่อนจะดำเนินการใด ๆ แม้ว่าตามหลักการแล้วรัฐบาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องหารือ

“เป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าใจตลาดทุน ขาดทุนก็ไม่เว้น ถ้าเก็บทุกกรณีตลาดก็เจ๊งพอดี”

“ผมคิดว่าภาษีตลาดทุนต้องมาพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอัตราการจัดเก็บ ต้องคิดให้ชัดเจนก่อนจะทำ ผมอยากให้ปรึกษาหารือตลาดทุนก่อน แม้ว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องหารือ สามารถทำได้เลยถ้าอยากทำ”

ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวอีกว่า ประเด็นนี้น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นการหารือระหว่างภาคตลาดทุนกับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเร็ว ๆ นี้ โดยมีหลายเรื่องที่จะต้องหารือและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ทั้งการติดตามความคืบหน้าของกฎหมายหลักทรัพย์และการกิโยตินกฎหมายตลาดทุน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันรับช่วงต่อมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยมีเส้นตายที่ต้องผลักดันให้ทันภายในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ถ้ารัฐบาลปัจจุบันไม่ผลักดันต่อภายในกำหนด กระบวนการจะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่

หนึ่งในกฎหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำลังเร่งเสนอต่อกระทรวงการคลัง เพื่อให้รัฐบาลออกกฎหมาย คือ Dual Class of Share (โครงสร้างหุ้นสองระดับ) หรือการแบ่งหุ้นสามัญออกเป็นสองชนิด โดยให้สิทธิในการออกเสียงแก่ผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่งมากกว่าอีกกลุ่ม ซึ่งจะช่วยดึงให้บริษัท ทั้งรัฐวิสาหกิจ บริษัทต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และธุรกิจครอบครัวดี ๆ นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลพิจารณาจะออก พ.ร.ก. กู้เงินและขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยมีมุมมองเห็นด้วยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง ดังนั้น การกู้เงินจึงเป็นทางออกที่จำเป็น และมองว่า การไม่กู้เงินแล้วไม่มีงบประมาณเพียงพอในการดูแลประชาชนที่เปราะบาง อาจเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าการกู้เงิน

อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า เมื่อจะมีการกู้เงิน รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญและชัดเจนว่าจะนำไปใช้ในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว เช่น การยกระดับทักษะแรงงานผ่านการรีสกิลและอัพสกิล การเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย (SME) การปรับโครงสร้างและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน หรือโครงการรถไฟความเร็วสูง รวมถึงการปรับปรุงระบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่ใช่เพียงกู้เงินเพื่อนำมาแจกจ่ายประชาชนเท่านั้น

ในอีกทางหนึ่ง ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ แสดงความเห็นว่า เมื่อภาครัฐมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่าย ซึ่งในตอนนี้มีข้อเสนอเชิงนโยบายหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มกลับไปที่ระดับ 10% หรือการปรับโครงสร้างภาษีในภาพรวม

“ผมคิดว่าครั้งนี้ถ้ารัฐบาลจะขยายเพดานหนี้ ก็ต้องมีแผนการหารายได้เพิ่ม ซึ่งไม่มีอย่างอื่นนอกจากภาษี แต่จะเป็นภาษีแบบไหน และจะช่วยคนที่เปราะบางอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องคิด”

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์สรุปว่า เห็นด้วยกับการกู้เงินในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องกู้แล้ว ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน

“ถ้าไม่กู้แล้วประเทศไทยไม่มีเงินช่วยเหลือผู้เปราะบางหรือคนที่เดือดร้อน จะอันตรายกว่า ผมคิดว่าการกู้โดยมีเป้าหมายดีกว่าการไม่กู้ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายการกู้ให้ชัดเจนและมี KPI ต้องอัพสกิลและรีสกิลคนทำงานให้เก่งขึ้น ช่วยให้ SME เข้มแข็งขึ้น ให้เข้าอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น จะทำให้เกิดผลดีต่อประเทศ ต้องถือโอกาสนี้ปรับโครงสร้างของประเทศ” ประธานกรรมการ ตลท.กล่าว

แชร์
ประธาน ตลท.ไม่เห็นด้วย ข้อเสนอเก็บภาษีขายหุ้นทั้งกำไร-ขาดทุน