
จากกรณีลูกค้ารายหนึ่งในประเทศจีนร้องเรียนเรื่อง “เค้ก” ไม่ตรงปก กลับเป็นชนวนการสอบสวนครั้งใหญ่ที่เปิดโปงเครือข่าย “ร้านอาหารผี” นับพันแห่ง และนำไปสู่ค่าปรับมหาศาลต่อบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งสะท้อนด้านดำมืดของการแข่งขันด้านราคาอันแสนดุเดือดในอุตสาหกรรมเดลิเวอรีอาหาร
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มีชายคนหนึ่งชื่อ “หลิว” อาศัยในกรุงปักกิ่ง เขาสั่งเค้กวันเกิดผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีออนไลน์ แต่กลับพบว่า เค้กที่ได้รับตกแต่งด้วยดอกไม้ที่ไม่สามารถรับประทานได้
ด้วยความไม่พอใจ เขาจึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานท้องถิ่น และสิ่งที่เจ้าหน้าที่ค้นพบกลับเกินความคาดหมาย
ร้านเค้กดังกล่าวกลับเป็นเพียง “ธุรกิจปลอม” ที่สร้างภาพลักษณ์เป็นเครือข่ายร้านเบเกอรี่ขนาดใหญ่ อวดอ้างว่ามีสาขาเกือบ 400 แห่ง แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีหน้าร้านอยู่เลยแม้แต่แห่งเดียว อีกทั้งยังใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการอาหารปลอมในการดำเนินธุรกิจ
จากเค้กวันเกิดเพียงก้อนเดียว เรื่องราวจึงลุกลามกลายเป็นการเปิดโปงโครงสร้างเบื้องหลังของธุรกิจเงา ที่ซ่อนตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในยุคที่การแข่งขันด้านราคากำลังผลักผู้ประกอบการไปสู่เส้นทางสีเทามากขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการตรวจสอบครั้งใหญ่ทั่วประเทศ และเปิดโปง “ห่วงโซ่อาหารเงา” ที่ซับซ้อน โดยรูปแบบธุรกิจนี้เริ่มจากผู้ค้ารับออเดอร์จากลูกค้า จากนั้นจึงนำคำสั่งซื้อนั้นไปโพสต์ต่อบนแพลตฟอร์มตัวกลาง เพื่อให้ผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาประมูลแข่งขันกันผลิตสินค้า โดยผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดจะได้รับงานไปทำ ส่งผลให้ทั้งคุณภาพอาหารและมาตรฐานความปลอดภัยถูกลดทอนลงอย่างน่ากังวล
สำนักข่าวซินหัวยกตัวอย่างกรณีที่ตรวจพบคือ ผู้บริโภครายหนึ่งจ่ายเงิน 252 หยวนสำหรับเค้กขนาด 6 นิ้ว แต่คำสั่งซื้อกลับถูกนำไปขายต่ออย่างเงียบ ๆ ผ่านแพลตฟอร์มตัวกลาง โดยมีผู้ผลิตเสนอราคาประมูลที่ 100, 90 และ 80 หยวน ก่อนที่ผู้เสนอราคาต่ำสุดจะเป็นผู้ได้รับงาน
ผลลัพธ์คือ “ร้านผี” ที่รับออเดอร์ตั้งต้น สามารถเก็บส่วนต่างไปเกือบครึ่งหนึ่งของราคาที่ลูกค้าจ่าย ขณะที่แพลตฟอร์มเดลิเวอรีรับค่าธรรมเนียมราว 20% เหลือให้ผู้ผลิตตัวจริงเพียงประมาณ 30% พร้อมกำไรที่บางเฉียบ
สำนักข่าวซินหัวของจีนยังรายงานด้วยว่า จากการสอบสวนพบผู้ประกอบการลักษณะ “ร้านผี” มากกว่า 67,000 ราย ซึ่งมียอดขายเค้กรวมกันกว่า 3.6 ล้านชิ้น
ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนสรุปผลการสอบสวนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าแพลตฟอร์มเดลิเวอรีรายใหญ่ 7 แห่ง ล้มเหลวในการคุ้มครองผู้บริโภค และตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ขายอาหารอย่างไม่รัดกุม
บริษัทที่ถูกพาดพิงในการสอบสวนครั้งนี้ รวมถึง PDD Holdings, Alibaba Group, ByteDance, Meituan และ JD.com
ท้ายที่สุด หน่วยงานได้สั่งปรับรวมเป็นเงินสูงถึง 3,600 ล้านหยวน หรือประมาณ 16.9 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นบทลงโทษที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการแก้ไขกฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศเมื่อปี 2015
การสอบสวนดังกล่าวใช้เวลานานถึง 10 เดือน ย้ำให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะปราบปรามปัญหาเรื่องการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทำให้บริษัทต่าง ๆ ตกไปสู่วงจรที่เป็นการทำร้ายตนเอง ซึ่งในกรณีนี้คือ การหั่นราคาจนถูกบนแพลตฟอร์มเดลิเวอร์รี และสร้างปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารตามมา
สงครามการแข่งขันด้านราคาในประเทศจีนขยายไปทั่วทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์ แนวโน้มดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมปัญหาเงินฝืดของจีน และกดดันเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ราคาสินค้าปรับตัวลดลง และการบริโภคของประชาชนอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการรับมือ รัฐบาลจีนเปิดตัวแคมเปญต่อต้านสงครามราคาเมื่อปีที่แล้ว โดยให้คำมั่นที่จะปราบปรามการกระทำสงครามราคาที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค และเมื่อเดือนที่แล้ว หนังสือพิมพ์ Economic Daily ของรัฐบาลจีน ได้เผยแพร่บทความที่เรียกร้องให้ยุติสงครามราคาในแวดวงเดลิเวอร์รีอาหารได้แล้ว โดยรายงานระบุว่า “ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มถูกบีบให้ลดคุณภาพและบีบอัตรากำไร จนผลักทั้งอุตสาหกรรมเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของการขาดทุน เพียงเพื่อแลกกับปริมาณยอดขาย”
ฟลอรา ฉาง นักวิเคราะห์บริการการเงินของ S&P Global Ratings ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า แม้รัฐบาลจะพยายามแทรกแซงเชิงรุก และเริ่มเห็นผลในระดับหนึ่งที่สามารถจำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมได้ แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังอาจหาวิธีแข่งขันรูปแบบใหม่ เช่น การใช้เงินอุดหนุนในลักษณะอื่นแทน อย่างไรก็ตาม ค่าปรับครั้งนี้กำลังปูทางให้แพลตฟอร์มหันมาแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น