
วิกฤตที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางเวลานี้ ส่งผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลกและเกือบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากสงครามดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และดันราคาต้นทุนอื่น ๆ ตามมา
อาหารทะเลเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ในไม่ช้า เราอาจจะเห็นว่า ราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารทะเลที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
Spotlight มีโอกาสได้พูดคุยกับสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลหลากหลายชนิดมายังประเทศไทย โดยไทยเองถือเป็นตลาดที่บริโภคปลาแซลมอนและปลาซาบะรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งคำถามสำคัญคงหนีไม่พ้น “อาหารทะเลจะแพงขึ้นไหม?” หลังเกิดสถานการณ์วุ่นวายในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นางสาวโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยในงานเปิดตัวแคมเปญ “นอร์วีเจียนซาบะ: ฟิช แอนด์ เฟิร์ม” ชวนครอบครัวคนไทยใส่ใจสุขภาพ ด้วยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายนที่ผ่านมาว่า มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลจากนอร์เวย์มายังไทยในปีที่แล้วพุ่งสูงถึงประมาณ 10,000 ล้านบาท เฉพาะตลาดแซลมอนสดที่เข้ามาในประเทศไทยมียอดเติบโตเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 40% ถือเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุด (Record year)
โดยปริมาณการบริโภคแซลมอน และปลาเทราต์ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยขยับขึ้นมาเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย นับว่ารองจากจีนเพียงประเทศเดียว แซงหน้าตลาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ในส่วนของปลาซาบะนอร์เวย์ มียอดนำเข้าไทยในปีที่แล้วอยู่ที่ 8,200 ตัน (จากยอดการบริโภคซาบะทุกสายพันธุ์ในไทย 42,000 ตัน) ซึ่งตัวเลข 8,200 ตันนี้ลดลงจากปีก่อนหน้าที่เคยทำได้ 11,000 ตัน สาเหตุไม่ใช่เพราะความนิยมลดลง แต่เป็นเพราะนอร์เวย์ และประเทศพันธมิตรจำกัดโควตาการจับปลา เพื่อรักษาสมดุลของประชากรปลาให้มีความยั่งยืน
ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ชี้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งปลาซาบะนอร์เวย์ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซมักใช้สำหรับการขนส่งน้ำมันออกจากอิหร่านเป็นหลัก ในขณะที่เส้นทางตู้คอนเทนเนอร์สินค้าจากยุโรปมายังเอเชียนั้น ใช้เส้นทางผ่านคลองสุเอซเป็นหลัก การนำเข้าปลาซาบะจึงไม่ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทในจุดนี้
แต่ยอมรับว่า แซลมอนสดได้รับผลกระทบด้านการขนส่ง เนื่องจากแซลมอนนอร์เวย์กว่า 98% นำเข้าสู่ไทยด้วยเครื่องบิน สถานการณ์โลกที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น และนำไปสู่การที่สายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลง อย่างการบินไทยลดเที่ยวบินไปนอร์เวย์เหลือ 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้ส่งผลกระทบโดยตรง เพราะต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ทางผู้นำเข้ามักจะเป็นผู้แบกรับไว้ ทำให้ในระยะนี้อาจจะยังไม่กระทบถึงราคาขายปลีกของผู้บริโภคโดยตรง แต่ในอนาคตนั้นยังไม่สามารถตอบได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาสินค้าโลกกำลังทะยานเพิ่มขึ้น แต่การซื้ออาหารทะเลนอร์เวย์ของผู้บริโภคไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป และยังคงมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าราคาจะมีการปรับตัวสูงขึ้นบ้างและผู้บริโภคจะมีภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้น (เช่น ค่าน้ำมันและพลังงาน) แต่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ
ผู้บริโภคมองว่า การเลือกซื้ออาหารทะเลจากนอร์เวย์ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ (เช่น โอเมก้า 3) เป็นการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่าสำหรับตนเองและครอบครัว ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงยังขายได้และเป็นที่ต้องการเสมอแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกยากลำบาก
ภายในงาน “นอร์วีเจียนซาบะ: ฟิช แอนด์ เฟิร์ม” ที่จัดขึ้น สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์พยายามชูแคมเปญที่ส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างไลฟ์สไตล์สุขภาพดี ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่สมดุลและมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยแคมเปญนี้ชูจุดเด่นของนอร์วีเจียนซาบะในฐานะปลาที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยคุณประโยชน์ที่สูงเมื่อเทียบกับอาหารทะเลและแหล่งโปรตีนอื่น ๆ ถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว มาพร้อมเอกลักษณ์เด่นอย่างลวดลายเสือบนตัวปลา
นางสาวโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยว่า “จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า กลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การบริโภคอาหารทะเลไม่ใช่เพียงการตามกระแส แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอุปนิสัยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาวัตถุดิบอาหารระดับพรีเมียมที่ผสานทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า ความง่ายในการปรุง และสอดคล้องกับค่านิยมด้านไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพและการให้ความสำคัญกับครอบครัว คนไทยคุ้นเคยกับปลาซาบะหรือปลาแมคเคอเรลอยู่แล้ว และเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างของแหล่งที่มา นอร์วีเจียนซาบะซึ่งเป็นปลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของนอร์เวย์ จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบัน นอร์วีเจียนซาบะกว่าร้อยละ 80 ถูกบริโภคภายในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่อยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่น ในปีที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกนอร์วีเจียนซาบะมายังประเทศไทยอยู่ที่ 8,200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,020 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดในปีที่จะถึงนี้”
ทั้งนี้ นอร์เวย์มีแนวชายฝั่งยาวและน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาด เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลา โดยนอร์วีเจียนซาบะจะถูกจับจากแหล่งประมงที่ยั่งยืน เฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุด คือระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีความอุดมสมบูรณ์สูงสุด ทั้งในด้านความชุ่มฉ่ำของเนื้อและคุณค่าทางโภชนาการ ซูเปอร์ฟู้ดจากท้องทะเลชนิดนี้อุดมไปด้วยไขมันดี โปรตีน โอเมก้า-3 รวมถึงวิตามินบี 12 วิตามินดี และไอโอดีน มีส่วนช่วยเสริมการเผาผลาญและดีต่อสุขภาพ นอร์วีเจียนซาบะยังสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นย่างหรือทอด ปรุงทั้งตัวหรือแล่เป็นชิ้น เสิร์ฟได้ทั้งแบบร้อนและเย็น และยังเข้ากันได้ดีกับเมนูอาหารไทยอีกด้วย
ภายในงานเปิดตัวแคมเปญ “นอร์วีเจียนซาบะ: ฟิช แอนด์ เฟิร์ม” ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เคล็ดลับสุขภาพดีด้วยโปรตีนจากท้องทะเล” นำโดย ดร.ฐนิต วินิจจะกูล พร้อมด้วยสามอินฟลูเอนเซอร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ BB Memory ครอบครัวสายกินที่ออกเดินทางค้นหาอาหารอร่อยทั่วไทย Aum Napat คุณแม่ยุคใหม่ที่แชร์ไลฟ์สไตล์ทันสมัยกับลูกสาว และ eatwithdyny ภรรยาที่รักการทำอาหารให้คุณสามี บนเวทีเสวนา แต่ละครอบครัวได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการนำเอานอร์วีเจียนซาบะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารเพื่อสุขภาพของครอบครัว นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม “ฟิ(ต)ช แอนด์ เฟิร์ม” ให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองกิจกรรมด้านสุขภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซน Norwegian Saba Balance Board ทดสอบการทรงตัวของร่างกายโดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ โซน One-of-a-kind Relax ให้ผู้ร่วมงานสร้างสรรค์กลิ่นหอมเฉพาะตัวจากแรงบันดาลใจของท้องทะเล และโซน One-of-a-kind Healthy Bar เสิร์ฟเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพิ่มความสดชื่น