Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส? จีนใช้พลังงานเป็น‘อำนาจ’ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง
โดย : อาจารย์ ดร.ภากร กัทชลี

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส? จีนใช้พลังงานเป็น‘อำนาจ’ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

23 เม.ย. 69
14:06 น.
แชร์

นโยบายพลังงานของจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงวิกฤติตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทของระบบพลังงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

เหตุการณ์ที่สะท้อนความเปราะบางของระบบพลังงานโลกได้อย่างชัดเจนคือความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่านซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่มีความสำคัญระดับโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน แต่ยังเปิดเผยจุดอ่อนของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานทางทะเลอย่างจีน

จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกจึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการปรับนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปรับโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยจีนเลือกใช้แนวทางที่ผสมผสานระหว่างการกระจายแหล่งพลังงาน การลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยง และการเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าของทรัพยากรพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ

ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลกก็เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก International Energy Agency (องค์การพลังงานระหว่างประเทศ) ชี้ให้เห็นว่ากำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกยังคงเติบโตในระดับสูงในปี 2025 แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและความล่าช้าของโครงข่ายไฟฟ้า อย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีบทบาทสูงสุดในการเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงานโลกเป็นครั้งแรก จีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ โดยคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการติดตั้งกำลังการผลิตใหม่ทั่วโลก การขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในจีนไม่เพียงช่วยลดการใช้ถ่านหิน แต่ยังส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนเริ่มชะลอตัว

แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่พลังงานฟอสซิลยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานในระยะสั้นและกลาง จีนจึงไม่สามารถละทิ้งการลงทุนในทรัพยากรพลังงานแบบดั้งเดิมได้ และต้องดำเนินนโยบายแบบคู่ขนาน กล่าวคือ การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายพลังงานในต่างประเทศที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะจบง่าย จีนได้ขยับไปที่แอฟริกา ที่เน้นด้านพลังงานโดยตรง โดยความร่วมมือระหว่างจีนกับนามิเบียในแอฟริกาตอนใต้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนมิติของภูมิเศรษฐศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เราได้เห็นภาพของการพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงในการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปแร่ภายในประเทศ รวมทั้งแร่สำคัญอย่างยูเรเนียม ลิเทียม และโคบอลต์ นามิเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตยูเรเนียมรายใหญ่อันดับสามของโลกเคยพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบดิบมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันกำลังพยายามยกระดับตนเองเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น

บทบาทของจีนในกรณีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ซื้อทรัพยากร แต่รวมถึงการลงทุนในเหมือง การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้ช่วยให้จีนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้นามิเบียสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศได้มากขึ้น ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการสร้างอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งสะท้อนการใช้ภูมิเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ตัดภาพมาที่แอฟริกาเหนือ การขยายบทบาทของจีนมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตฮอร์มุซที่ทำให้เส้นทางพลังงานทางทะเลมีความเสี่ยงสูงขึ้น จีนจึงเร่งพัฒนาโครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอย่างแอลจีเรีย โมร็อกโก และอียิปต์ เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในระบบพลังงานโลก

แอลจีเรียมีบทบาทในฐานะแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สามารถตอบสนองความต้องการในระยะสั้นได้ ความร่วมมือระหว่างบริษัทจีนกับภาคพลังงานของรัฐในแอลจีเรียมีมาอย่างยาวนาน และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โมร็อกโกกลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของจีนในระยะยาว

ในกรณีของอียิปต์ ความสำคัญอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงตลาดในแอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง การลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่คลองสุเอซช่วยให้จีนสามารถสร้างศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์พลังงานที่มีความยืดหยุ่นสูง การพัฒนาในแอฟริกาเหนือจึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดหาพลังงาน แต่เป็นการสร้างระบบพลังงานแบบบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การแปรรูป และการกระจาย

ในขณะที่จีนขยายบทบาทในแอฟริกาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรและพัฒนาโครงสร้างพลังงานทางเลือก อีกมิติหนึ่งของยุทธศาสตร์เดียวกันปรากฏชัดในเอเชียกลาง ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนไม่ใช่เพียงเพราะความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ แต่เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งทางทะเลที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสถานการณ์ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก เอเชียกลางจึงกลายเป็น “ทางเลือกเชิงโครงสร้าง” สำหรับจีนในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานผ่านเส้นทางทางบก

ด้วยเหตุนี้ การขยายบทบาทของจีนในเอเชียกลางจึงไม่ใช่เพียงปฏิกิริยาต่อวิกฤตล่าสุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของเติร์กเมนิสถาน ซึ่งจีนได้พัฒนาความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติมาเป็นเวลานาน ผ่านโครงข่ายท่อส่งที่เชื่อมต่อโดยตรงกับจีน

การเดินทางของติง เสวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมพิธีเริ่มต้นโครงการพัฒนาเฟสใหม่ของแหล่งก๊าซ Galkynysh ในเติร์กเมนิสถาน สะท้อนถึงการยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน โดยจีนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการผลิตในแหล่งก๊าซดังกล่าว

ความร่วมมือนี้มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากเติร์กเมนิสถานสามารถส่งผ่านท่อมายังจีนโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งทางทะเลที่มีความไม่แน่นอนสูงในตอนนี้ทว่าความสำคัญของความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดความเสี่ยงด้านเส้นทางพลังงานเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของยุทธศาสตร์พลังงานจีน ที่มุ่งสร้างระบบอุปทานแบบหลายเส้นทางและกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาค

ถ้าพิจารณาในภาพรวม ปัจจุบันจีนไม่ได้พึ่งพาแหล่งพลังงานทางบกเพียงแห่งเดียว แต่ได้พัฒนาเครือข่ายพลังงานทางบกในหลายภูมิภาค เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งทางทะเล ซึ่งเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือเอเชียกลาง ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักที่ส่งผ่านท่อมายังจีนโดยตรง โดยเฉพาะเติร์กเมนิสถานที่ถือเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุด ผ่านโครงข่ายท่อส่งก๊าซเอเชียกลาง–จีน (Central Asia–China Gas Pipeline) ที่เชื่อมโยงผ่านอุซเบกิสถานและคาซัคสถาน นอกจากเติร์กเมนิสถานแล้ว คาซัคสถานเองก็มีบทบาททั้งในฐานะแหล่งน้ำมันและก๊าซ โดยมีท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อเข้าสู่เขตซินเจียงของจีน แต่ทั้งนี้ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่ผ่านมา คาซัคสถานพยายามสร้างสมดุลในการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ จีน-รัสเซีย และอเมริกา เพื่อขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับยุโรปมากขึ้น ผ่านการพัฒนาเส้นทางการค้าทางเลือก เช่น เส้นทางข้ามทะเลแคสเปียน เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเส้นทางเดิม

นอกเหนือจากเอเชียกลาง จีนยังมีแหล่งพลังงานทางบกที่สำคัญในรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกแกนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงาน ผ่านท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia” ที่ส่งก๊าซจากไซบีเรียเข้าสู่จีนโดยตรง รวมถึงท่อส่งน้ำมัน ESPO (Eastern Siberia–Pacific Ocean) ซึ่งมีท่อแยกเชื่อมเข้าสู่จีนสิ่งนี้ทำให้รัสเซียกลายเป็นแหล่งพลังงานทางบกที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับเอเชียกลาง

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนได้พัฒนาเส้นทางพลังงานทางบกผ่านเมียนมา โดยมีท่อส่งน้ำมันและก๊าซที่เชื่อมจากอ่าวเบงกอลเข้าสู่มณฑลยูนนาน เส้นทางนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะช่วยหลีกเลี่ยงช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดคอขวดพลังงานโลกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง แม้ว่าปริมาณพลังงานจากเส้นทางนี้จะไม่มากเท่าเอเชียกลางหรือรัสเซีย แต่ก็มีบทบาทในการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานโดยรวม

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าจีนกำลังสร้าง “เครือข่ายพลังงานทางบกหลายทิศทาง” ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่รัสเซีย เอเชียกลาง ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือข่ายนี้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางทางทะเลเพียงอย่างเดียว และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ

ดังนั้น การพัฒนาโครงข่ายท่อส่งก๊าซและการลงทุนในแหล่งพลังงานในเอเชียกลางจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานเพิ่มเติม แต่เป็นการวางรากฐานของ “ระบบพลังงานทางบก” ที่สามารถทำงานควบคู่กับเส้นทางทางทะเล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของระบบพลังงานจีนในระยะยาว

กล่าวโดยสรุป นโยบายพลังงานของจีน ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติตะวันออกกลาง จีนมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการพัฒนาภายในประเทศและการขยายอิทธิพลในต่างประเทศ ภายในประเทศ จีนเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ขณะที่ภายนอกประเทศ จีนกระจายแหล่งพลังงานและทรัพยากรไปยังหลายภูมิภาค พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ในโลกที่พลังงานไม่ได้เป็นเพียงสินค้า หากแต่เป็นเครื่องมือทางอำนาจ ประเทศที่สามารถควบคุมทั้งทรัพยากร เส้นทาง และห่วงโซ่มูลค่าได้ ย่อมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของระบบโลก และจากแนวโน้มที่ปรากฏ จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในระบบพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม บทบาทดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของระบบพลังงานโลกที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์ ดร.ภากร กัทชลี

อาจารย์ ดร.ภากร กัทชลี

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แชร์
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส? จีนใช้พลังงานเป็น‘อำนาจ’ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง