Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทำไมวันนี้ราคาทองลงทั้งที่ศึกตะวันออกกลางยังเดือด มีโอกาสขึ้นหรือไม่?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทำไมวันนี้ราคาทองลงทั้งที่ศึกตะวันออกกลางยังเดือด มีโอกาสขึ้นหรือไม่?

4 มี.ค. 69
13:22 น.
แชร์

ในวันนี้ (4 มีนาคม 2569) ราคาทองคำและโลหะมีค่าปรับตัวลดลงในตลาดโลก แม้ว่าความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มขึ้นจากสงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนไม่น้อย เนื่องจากโดยปกติแล้วสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศมักจะกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ 

แรงกดดันสำคัญต่อโลหะมีค่าในช่วงเวลานี้มาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความปั่นป่วนของการขนส่งพลังงานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนหันไปจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังประเมินข้อมูลเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่งพลังงาน และสัญญาณจากธนาคารกลาง เพื่อประเมินทิศทางของโลหะมีค่าในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของโลหะมีค่า โดย BMI ซึ่งเป็นหน่วยงานวิเคราะห์ภายใต้ Fitch Solutions ระบุว่า หากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในสัปดาห์นี้

ราคาทองคำและโลหะมีค่าปรับตัวลดลงพร้อมกัน

เมื่อวานนี้ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวลดลง 1.4% มาอยู่ที่ 5,252.05 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 16.31 น. ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐสำหรับการส่งมอบเดือนเมษายนปรับตัวลดลง 0.9% มาอยู่ที่ 5,263.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในวันนี้ ณ เวลา 12.54 น. ราคาทองคำปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว 5,161.31 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ด้านราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 13:10 น. ของวันนี้ มีการปรับราคาแล้วทั้งหมด 23 ครั้ง โดยราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 77,000 บาท และขายออกบาทละ 77,200 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 75,466.48 บาท และขายออกบาทละ 78,000 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 5,145 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์

โลหะมีค่าอื่น ๆ ก็ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยราคาเงินร่วงลงถึง 6.5% มาอยู่ที่ 83.63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 สัปดาห์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ราคาแพลทินัมลดลง 7.5% มาอยู่ที่ 2,131.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแพลเลเดียมปรับตัวลดลง 4.1% มาอยู่ที่ 1,694.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์

การปรับตัวลดลงของโลหะมีค่าเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนกำลังติดตามปัจจัยสำคัญอย่างความเสี่ยงเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของตลาดโลหะมีค่าในระยะต่อไป

ดอลลาร์แข็งค่าและคาดการณ์ดอกเบี้ยกดดันตลาด

นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำในช่วงนี้คือการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงระมัดระวังของตลาด

ข้อมูลวิเคราะห์จาก YLG Bullion and Futures ระบุว่า ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมหลังดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% ในวันอังคาร แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือน สาเหตุสำคัญมาจากนักลงทุนปรับลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

การแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์ เช่น ทองคำและเงิน มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกลดลงและกดดันราคาของโลหะมีค่า

Thu Lan Nguyen นักวิเคราะห์จาก Commerzbank ระบุว่า การปรับตัวลดลงของราคาทองคำสะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมากขึ้น ความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย จึงมักทำผลงานได้ดีในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้น ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ลงทุนจึงลดลง

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ยังสะท้อนว่า นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสองวันครั้งถัดไป ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 18 มีนาคม ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 เบซิสพอยต์ในการประชุมเดือนมิถุนายนลดลงเหลือเพียง 30.7% จากระดับ 49.6% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

ในภาพรวม เทรดเดอร์ในตลาดคาดว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินรวมเพียงประมาณ 42 เบซิสพอยต์ตลอดทั้งปี ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยครั้งที่สองยังคงเผชิญความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนยังเลือกถือเงินสดในรูปของดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการพุ่งขึ้นของดอลลาร์ดังกล่าวได้กดดันให้ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าพลังงานโลก

เจ้าหน้าที่จากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดสำหรับการเดินเรือ พร้อมเตือนว่าอิหร่านจะเปิดฉากยิงใส่เรือที่พยายามผ่านเส้นทางดังกล่าว การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านเส้นทางนี้ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้จะไม่น่าจะยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์ FINNOMENA ชี้ 3 ปัจจัย กดราคาทองร่วงแรง แม้สงครามตะวันออกกลางยังตึงเครียด

ด้านนายชยนนท์ รักษ์กาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง FINNOMENA ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ความเคลื่อนไหวของราคาทองในวันก่อนหน้าดู “ผิดธรรมชาติ” สำหรับทองคำ เนื่องจากในช่วงที่เกิดสงครามหรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำซึ่งทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมักมี “War Premium” หรือส่วนเพิ่มของราคาจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ในตลาด โดยนักลงทุนจำนวนมากมักเพิ่มการถือครองทองคำในช่วงสถานการณ์ลักษณะดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในครั้งนี้กลับสะท้อนแรงเทขายในตลาดทองคำอย่างหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ซึ่งสะท้อนว่าความร้อนแรงของสงครามยังไม่ได้ลดลง

นายชยนนท์อธิบายว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจอยู่เบื้องหลังการปรับตัวลงของราคาทองคำคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Dash for Cash” ซึ่งหมายถึงการเร่งเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดในช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง

ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก รวมถึงสัญญา Futures ในหลายตลาดปรับตัวลดลง กองทุนและนักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากที่ใช้ Leverage หรือเงินกู้ในการลงทุน มีความเสี่ยงเผชิญภาวะขาดทุนจนถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call ได้ เมื่อนักลงทุนต้องการสภาพคล่องอย่างเร่งด่วน การขายสินทรัพย์บางประเภทอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม เช่น หุ้นที่กำลังขาดทุนหนัก หรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ

ในทางปฏิบัติ สินทรัพย์ที่ถูกขายเพื่อระดมเงินสดมักเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีกำไรและมีสภาพคล่องสูง และหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกถือครองอยู่ในพอร์ตจำนวนมากคือทองคำ นายชยนนท์ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤติซับไพรม์ปี 2008 และในช่วงวิกฤตโควิด-19 เดือนมีนาคม 2020 ซึ่งในระยะเริ่มต้นราคาทองคำปรับตัวลดลงพร้อมกับตลาดหุ้น ก่อนที่ราคาจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเวลาต่อมา

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยอธิบายแรงขายในตลาดโลหะมีค่า คือการหดตัวของความต้องการโลหะในภาคอุตสาหกรรม โดยนายชยนนท์ระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากการที่โลหะมีค่าประเภทอื่นปรับตัวลดลงแรงกว่าทองคำในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลในตลาดระบุว่า ราคาของโลหะเงิน (Silver) ปรับตัวลดลงประมาณ 9.1% ขณะที่แพลทินัม (Platinum) ลดลงประมาณ 11.7% และพัลลาเดียม (Palladium) ลดลงราว 5.7% ขณะที่ราคาทองคำลดลงประมาณ 3.3% ณ เวลาที่มีการวิเคราะห์

โลหะเงิน แพลทินัม และพัลลาเดียมเป็นโลหะที่ถูกใช้ในภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่น แพลทินัมและพัลลาเดียมใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะในระบบตัวกรองไอเสีย ขณะที่โลหะเงินถูกใช้ในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

นายชยนนท์ระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว หลังความเสี่ยงด้านการขนส่งพลังงานเพิ่มขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอาจกดดันเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะชะลอตัว และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะดังกล่าว โรงงานอุตสาหกรรมอาจลดกำลังการผลิต ขณะที่ยอดขายรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้โลหะในภาคอุตสาหกรรมลดลงตามไปด้วย และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาของโลหะกลุ่มนี้

อีกกลไกสำคัญที่อาจทำให้ราคาปรับตัวลงรุนแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน คือบทบาทของระบบการซื้อขายอัตโนมัติ หรือ Algorithmic Trading ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงในตลาดซื้อขายโลหะมีค่าและโลหะอุตสาหกรรม

นายชยนนท์ระบุว่า เมื่อราคาทองคำหรือโลหะเงินปรับตัวลดลงจนหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค แรงขายจากนักลงทุนบางส่วนอาจกระตุ้นให้ระบบ Algorithm หรือ Quant Trading ส่งคำสั่งขายตัดขาดทุน (Stop-Loss) ออกมาโดยอัตโนมัติพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดแรงขายแบบลูกโซ่หรือโดมิโน และทำให้ราคาปรับตัวลดลงลึกเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานควรจะเป็น

นายชยนนท์สรุปว่า การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในครั้งนี้น่าจะเกิดจากการผสมผสานของหลายปัจจัย ทั้งการเร่งหาเงินสดฉุกเฉินของนักลงทุน ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมถึงแรงขายจากการทำกำไร ซึ่งเป็นลักษณะของอาการ “ช็อกระยะสั้น” ของตลาดการเงินในช่วงที่ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน นายชยนนท์แนะนำว่านักลงทุนที่ยังต้องการสะสมทองคำสามารถทยอยซื้อเฉลี่ยตามแนวรับสำคัญ โดยแนวรับแรกอยู่บริเวณ 5,150-5,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับระดับ Fibonacci 0.618 ที่ประมาณ 5,151 ดอลลาร์ โดยตลาดกำลังทดสอบระดับดังกล่าวอยู่ในปัจจุบัน

แนวรับถัดไปอยู่บริเวณ 5,014-5,020 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci 0.5 โดยนายชยนนท์มองว่าหากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการชะลอการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐยังคงกดดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวหลุดระดับ 5,150 ดอลลาร์ลงมาได้ โดยแนวรับเชิงจิตวิทยาถัดไปจะอยู่บริเวณ 5,000 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับระดับ Fibonacci 0.5 และอาจเป็นจุดที่ช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่แนวรับสุดท้ายที่ไม่ควรถูกทะลุอยู่บริเวณ 4,876–4,900 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci 0.382 โดยนายชยนนท์มองว่าแนวรับดังกล่าวเป็นระดับสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เช่น กรณีเกิดแรงเทขายต่อเนื่องจากระบบ Algorithm หรือคำสั่ง Stop-loss หากราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเลวร้ายลงหรือคลี่คลาย นายชยนนท์มองว่าการทยอยเฉลี่ยต้นทุนขาลงต่อไปอาจมีความเสี่ยงสูงเกินไป และควรรอประเมินสถานการณ์ตลาดอีกครั้ง

ทองคำพักฐานระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ยังมองเป้า 5,600 ดอลลาร์

ทั้งนี้ แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อโลหะมีค่า โดย BMI ซึ่งเป็นหน่วยงานของ Fitch Solutions ระบุว่า หากยังไม่มีสัญญาณการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาทองคำอาจปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสัปดาห์นี้

Rania Gule นักวิเคราะห์จาก XS.com ระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน ทำให้ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมา แต่หากค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าและความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง โลหะมีค่าอาจยังคงเผชิญแรงกดดันต่อไป 

ในสภาวะนี้ นักลงทุนจึงยังคงติดตามข้อมูลเงินเฟ้อ การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ ต้นทุนการขนส่งพลังงาน และสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินทิศทางตลาดในช่วงต่อไป

ด้านบทวิเคราะห์จาก YLG Bullion and Futures ระบุว่า ราคาทองคำก่อนหน้านี้พยายามปรับตัวขึ้นแต่ไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ระดับ 5,374 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก่อนจะปรับตัวลดลงหลุดระดับ 5,257 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณยืนยันการปรับตัวลงต่อของราคา ส่งผลให้แนวโน้มระยะสั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงการพักฐานในระดับที่ใหญ่ขึ้นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคาทองคำทำให้ตัวชี้วัดทางเทคนิคหลายตัวเข้าสู่ภาวะ Oversold ขณะเดียวกันยังเริ่มปรากฏสัญญาณ Bullish Divergence ในกรอบเวลา (timeframe) ระยะสั้น ซึ่งสะท้อนว่าราคาอาจมีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์ในระยะสั้นได้

สำหรับแนวโน้มในวันนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 5,084 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก็ยังมีโอกาสเห็นการดีดตัวในระยะสั้น โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ในช่วง 5,155–5,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แต่หากราคาปรับตัวลดลงหลุดระดับ 5,084 ดอลลาร์ อาจมีโอกาสอ่อนตัวลงไปทดสอบแนวรับถัดไปในระยะต่อไป

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำว่า นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจพิจารณา เข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นจากจังหวะรีบาวด์ หากราคายังไม่หลุดระดับ 5,084 ดอลลาร์ โดยควรตั้งจุดตัดขาดทุนหากราคาหลุดระดับดังกล่าว

ขณะเดียวกัน นักลงทุนสามารถทยอย ขายทำกำไรในจังหวะที่ราคาปรับตัวขึ้น หากไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 5,155-5,200 ดอลลาร์ ได้ แต่หากราคาสามารถทะลุระดับ 5,200 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ อาจชะลอการขายไปที่แนวต้านถัดไปแทน


อ้างอิง: The Economic Times


แชร์
ทำไมวันนี้ราคาทองลงทั้งที่ศึกตะวันออกกลางยังเดือด มีโอกาสขึ้นหรือไม่?