
กระแสข่าวถึง “ความเป็นไปได้” ที่สหรัฐอเมริกาจะจับมือกับญี่ปุ่นแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง กลายเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญแรงกดดันรอบด้านอยู่แล้ว ทั้งจากความไม่แน่นอนของนโยบายในสหรัฐฯ ความผันผวนของมาตรการภาษีการค้า ไปจนถึงความกังวลเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ความเคลื่อนไหวของตลาดในวันจันทร์สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเงินดอลลาร์กำลังถดถอยอย่างต่อเนื่อง โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักเกือบทั้งหมด ขณะที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดีดตัวขึ้นสูงสุดราว 1.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาทองคำทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
นักลงทุนประเมินว่า หากเกิดการแทรกแซงค่าเงินแบบประสานงานเพื่อพยุงเงินเยนขึ้นจริง จะยิ่งบั่นทอนมุมมองต่อดอลลาร์ให้ย่ำแย่ลงไปอีก โดยเฉพาะในช่วงที่เงินสกุลสหรัฐเพิ่งเผชิญ “สัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม” จากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมและสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตลาดการเงินทั่วโลกแล้วก่อนหน้านี้
ในมุมมองของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย สัญญาณที่ว่าสหรัฐอาจเข้ามาช่วย “ดันให้เยนแข็งค่า” ได้ปลุกข้อสังเกตเก่ากลับขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลญี่ปุ่นจะร่วมมือแทรกแซงค่าเงินแบบ “ประสานงานกัน” เพื่อชี้นำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหลัก แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนเหตุผลที่ว่า ดอลลาร์ที่อ่อนลงจะช่วยให้ผู้ส่งออกสหรัฐแข่งขันได้ดีขึ้นกับคู่แข่งอย่างจีนและญี่ปุ่น แม้อาจจะสั่นคลอนมูลค่าและสถานะของดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองของโลกก็ตาม
แรงส่งของกระแสนี้ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานจากเทรดเดอร์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์ก (New York Fed) ได้ติดต่อสถาบันการเงินหลายแห่งเพื่อสอบถามถึง “ระดับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยน” ในสายตานักลงทุนวอลล์สตรีท การที่เฟดเริ่มขยับตัวในลักษณะนี้ถูกมองว่าอาจเป็นการ “ปูทาง” ให้ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงตลาด โดยมีสหรัฐอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทำให้ธีมการ “ร่วมมือกันกดดอลลาร์” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง
นอกจากนี้ มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยังกล่าวในการแถลงข่าวในวันนี้ว่า ญี่ปุ่นจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ และดำเนินการตามข้อตกลงร่วมของรัฐมนตรีคลังทั้งสองประเทศที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คำกล่าวดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของอัตสึชิ มิบุระ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่าญี่ปุ่นยังคงติดต่อใกล้ชิดกับฝ่ายสหรัฐ แม้ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกระแสข่าวเรื่องการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน (rate checks)
ด้านซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยังส่งสัญญาณเตือนถึงตลาดว่า แม้ไม่ใช่หน้าที่ของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรีที่จะให้ความเห็นต่อ “เรื่องที่ควรถูกกำหนดโดยกลไกตลาด” แต่รัฐมนตรีคลัง ซัตสึกิ คาตายามะ ระบุว่าญี่ปุ่นมี “อิสระเต็มที่” ในการดำเนินการตามความจำเป็น รวมถึงการแทรกแซงตลาด โดยคาตายามะกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เธอกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินด้วยความเร่งด่วนอย่างยิ่ง
“เราจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเก็งกำไร และมีลักษณะผิดปกติอย่างรุนแรง” ทาคาอิจิกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ โดยไม่ได้ระบุชื่อค่าเงินเยนหรือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นโดยตรง
นักกลยุทธ์บางรายมองว่า หากเฟดเข้ามามีบทบาทจริง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องจิตวิทยาตลาดเท่านั้น แต่จะช่วย “ขยายแรงของการแข็งค่าของเยน” อย่างเป็นรูปธรรม เพราะญี่ปุ่นมีดอลลาร์ในมือจำนวนมากพร้อมจะขาย ขณะที่ฝั่งเฟดมีศักยภาพแทบไม่จำกัดในการเข้าร่วมปฏิบัติการ และยังอาจถูกตีความในเชิงการเมืองว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการเห็นดอลลาร์อ่อนค่าลงในภาพรวม ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนเท่านั้น
ทั้งนี้ การแทรกแซงค่าเงินแบบประสานงานเพื่อพยุงเงินเยนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ ตัวอย่างที่มักถูกหยิบยกมาอ้างอิงคือกรณีปี 2541 และกรณี “Plaza Accord” ในปี 2528 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเยอรมนีตะวันตกในขณะนั้น เพื่อร่วมกันกดค่าเงินดอลลาร์ให้ปรับอ่อนลง
การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดถึง ยังเชื่อมโยงไปถึงการถกเถียงในช่วงต้นปีที่แล้วเกี่ยวกับแนวคิดที่ถูกเรียกว่า “Mar-a-Lago Accord” ซึ่งมีต้นทางจากงานวิจัยของสตีเฟน มิแรน นักเศรษฐศาสตร์ในรัฐบาลทรัมป์ และปัจจุบันเป็นกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ งานดังกล่าวเสนอกรอบคิดว่าดอลลาร์อาจถูก “ทำให้อ่อนค่าลงโดยเจตนา” จนกลายเป็นสมมติฐานหนึ่งที่ตลาดการเงินหยิบมาพูดถึงเป็นระยะ แม้แนวคิดนี้จะยังไม่เคยถูกยกระดับขึ้นมาเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า ทุกครั้งที่กระทรวงการคลังสหรัฐเริ่มมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น หรือมีการโทรสอบถามเรื่องค่าเงินเยนบ่อยขึ้น นักลงทุนจะมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ต้องการติดตามอัตราแลกเปลี่ยนตามปกติอีกต่อไป แต่กำลังคิดจะ “ประสานงานเชิงนโยบาย” เพื่อแทรกแซงค่าเงินมากขึ้น ในมุมของตลาด นั่นหมายความว่าด้านขาขึ้นของคู่เงินดอลลาร์/เยนอาจถูกจำกัด และกลยุทธ์การ “ถือดอลลาร์” ก็จะเปราะบางกว่าเดิม
การอ่อนค่าของดอลลาร์ในรอบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้าที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์กปรับลดลงไปแล้วมากกว่า 9% นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่อง “ความเป็นอิสระของเฟด” รวมถึงความคาดหวังว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ อาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองให้เร่งลดอัตราดอกเบี้ย ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ค่อย ๆ บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลการซื้อขายในช่วงเช้าวันนี้ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ให้ชัดขึ้น โดยค่าเงินเยนแข็งค่ากว่า 1% ในการซื้อขายฝั่งเอเชีย ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลงอีก 0.4% ร่วงเพิ่มขึ้นจากที่ร่วงแล้ว 1.6% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ภาพรวมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนด้านนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในช่วงหนึ่งเคย “ขู่ขึ้นภาษีกับยุโรป” จากประเด็นกรีนแลนด์ ก่อนจะถอยกลับอย่างกะทันหัน และต่อมาในวันเสาร์ยังขู่เก็บภาษี 100% กับแคนาดา หากเดินหน้าทำข้อตกลงการค้ากับจีน ท่าทีที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ กลายเป็นตัวเร่งความไม่แน่นอนให้กับตลาดเงินและตลาดสินทรัพย์ทั่วโลก
ในอีกด้านหนึ่ง ราคาทองคำโลกยังพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นเติมแรงให้กับกระแสที่ตลาดเรียกว่า “debasement trade” หรือการที่นักลงทุนลดการถือครองสกุลเงินกระดาษ และขยับไปหาสินทรัพย์ที่เชื่อว่ารักษามูลค่าได้ดีกว่าในช่วงความผันผวน
นอกจากนี้ แรงกระเพื่อมยังไม่ได้จำกัดเฉพาะเยนและทองคำ ในเอเชียมีสกุลเงินหลายประเทศปรับขึ้นสู่ระดับที่น่าสนใจ โดยดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557 เงินริงกิตมาเลเซียแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 และเงินวอนเกาหลีใต้พุ่งขึ้นมากกว่า 1% โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ยังเคยให้การสนับสนุนค่าเงินวอนในเชิงวาจา ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ด้านค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 31.19 บาทต่อดอลลาร์ โดยแม้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทจะเริ่มมีกำลังมากขึ้น จากแรงหนุนของราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นแรง และการแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเปิดทางให้เงินบาทแข็งค่าต่อและทะลุแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่การแข็งค่าของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
ความเสี่ยงดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและผลการประชุม FOMC ขณะเดียวกัน ทางการไทย โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งประเมินว่ายังควรอ่อนค่ากว่าระดับปัจจุบัน
ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความเป็นไปได้ของมาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการลดทอนแรงหนุนของเงินบาท โดยเฉพาะจากราคาทองคำ ขณะเดียวกัน สัญญาณจากตลาดออปชันสะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มประเมินความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าได้พอสมควร เมื่อแข็งค่าเข้าใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 31.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคารกรุงไทย มองว่า เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าต่อได้ หากราคาทองคำในตลาดโลกยังเดินหน้าปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ราคาทองคำได้ปรับขึ้นในลักษณะ “เร็วและแรง” ซึ่งตามสถิติในอดีตมักเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้นได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นขึ้นจริง ก็อาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่จะต้องมาพร้อมกับปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น ความเชื่อมั่นของตลาดต่อธีม Sell America ที่เพิ่มขึ้น หรือการคาดการณ์ว่าเฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ตลาดกำลังประเมินอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในกรณีดังกล่าว หากเงินบาทแข็งค่าทะลุ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ และปรับตัวต่อเนื่องไปทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะยิ่งสะท้อนภาวะการแข็งค่าเกินพื้นฐาน
ในมุมมองเชิงพื้นฐาน นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินบาทในระดับดังกล่าวถือว่าแข็งค่าเกินสมดุล ซึ่งควรอยู่ในกรอบประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ หรือเข้าสู่ภาวะ overvalued อย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
ในเชิงเทคนิค หากประเมินด้วยกลยุทธ์ติดตามแนวโน้ม (trend-following) เงินบาทยังคงอยู่ในทิศทางแข็งค่า ตราบใดที่ยังไม่อ่อนค่าทะลุระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน ขณะที่แนวโน้มระยะกลางในกรอบรายสัปดาห์ เงินบาทยังถือว่าอยู่ในขาขึ้น จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุระดับ 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และจะต้องปรับมุมมองใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ บริเวณ 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ การที่เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องเห็นปัจจัยสำคัญอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ หนึ่ง การปรับเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดอย่างชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก สอง การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือการเข้าสู่ช่วงพักฐานรอบใหม่ และสาม ปัจจัยภายในประเทศที่สร้างแรงกดดันต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความเสี่ยงต่อภาคท่องเที่ยวและการส่งออก จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระตุ้นแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ
สำหรับเงินดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่ายังคงมีความผันผวนสูง โดยมีโอกาสฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หากผลการประชุม FOMC ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนขึ้นจริง ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
ประเมินกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ 30.80-31.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์
อ้างอิง: Bloomberg 1, Bloomberg 2