Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เงินเฟ้อพุ่ง แต่เศรษฐกิจหด! Stagflation จ่อถล่มเศรษฐกิจโลก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เงินเฟ้อพุ่ง แต่เศรษฐกิจหด! Stagflation จ่อถล่มเศรษฐกิจโลก

5 มี.ค. 69
12:57 น.
แชร์

ภาวะ “สแต็กเฟลชัน” (Stagflation) ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเผชิญทั้งเงินเฟ้อสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ กำลังกลับมาเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้งในตลาดการเงินโลก หลังจากเคยสร้างความหวั่นวิตกให้กับนักลงทุนเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีการค้าและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ล่าสุด ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้กลายเป็นตัวแปรใหม่ที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผ่านช่องทางของราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

สภาวะนี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนจำนวนมากเริ่มประเมินอีกครั้งว่า เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงของ Stagflation รอบใหม่ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็น สถานการณ์เลวร้ายที่สุดสำหรับเศรษฐกิจ เพราะยากต่อการแก้ไขด้วยนโยบายเศรษฐกิจมากกว่าภาวะชะลอตัวตามปกติ

ราคาน้ำมันพุ่ง จุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความกังวลเรื่อง Stagflation กลับมาอีกครั้งคือการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลก ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักในการถกเถียงเรื่องเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบ เบรนต์ (Brent crude) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดน้ำมันโลก ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเช้าวันอังคาร ขณะที่สงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านดำเนินเข้าสู่วันที่สี่ โดยระดับราคาดังกล่าวถือเป็น ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2567

การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในรอบนี้ทำให้ตลาดเริ่มเปรียบเทียบกับ วิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะ Stagflation อย่างรุนแรงในอดีต ความกังวลสำคัญคือ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจผลักดันให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ขณะเดียวกันก็จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้กำหนดนโยบายการเงินจะเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากภาวะ Stagflation]ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายเหมือนในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วไป เพราะการลดดอกเบี้ยอาจยิ่งกระตุ้นเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น

ตลาดพันธบัตรสะท้อนความกลัวเงินเฟ้อ

ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเริ่มสะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

โฆเซ ตอร์เรส (José Torres) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Interactive Brokers กล่าวว่า เขาเชื่อว่าความเสี่ยงของ Stagflationในปัจจุบัน “สูงขึ้นอย่างแน่นอน” โดยหนึ่งในสัญญาณสำคัญคือการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เขาอธิบายว่า การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสะท้อนว่าบรรดานักลงทุนกำลัง เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาร้อนแรง และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

โดยปกติแล้ว ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนมักจะหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับแตกต่างออกไป โดย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 4.1% ในเช้าวันอังคารที่ 3 มีนาคม เวลาสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 13 จุดเบสพอยต์จากวันศุกร์ก่อนหน้า

นักวิเคราะห์มองว่า การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติ และสะท้อนว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุน โดยแทนที่นักลงทุนจะเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย กลับเลือกที่จะขายพันธบัตร เนื่องจากคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงหากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว

โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน (Mohamed El-Erian) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ว่า “ผลกระทบสะสมจากความปั่นป่วนเหล่านี้กำลังสร้างความเป็นไปได้ของคลื่น Stagflation ระลอกใหม่ที่พัดผ่านเศรษฐกิจโลก”

ข้อมูลเศรษฐกิจอ่อนแอ เสริมความเสี่ยง Stagflation

แม้ว่าสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดการเงินเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังคงสูงควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงมาตั้งแต่ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น

ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในสัปดาห์ก่อนสะท้อนสัญญาณดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวเพียง 1.4% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% อย่างมีนัยสำคัญ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจกำลังชะลอตัวเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมิน

ขณะเดียวกัน แม้ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคโดยรวมจะเริ่มมีแนวโน้มชะลอลง แต่ข้อมูลต้นทุนในระดับการผลิตกลับสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) ซึ่งใช้วัดราคาสินค้าในระดับค้าส่ง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนมกราคม สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.3% อย่างมาก

เดวิด รัสเซลล์ (David Russell) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดโลกของ TradeStation ระบุในบทวิเคราะห์ว่า รายงานเศรษฐกิจชุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ “น่ากังวล” และกำลังบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ Stagflation

เขาเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน ความคาดหวังเงินเฟ้ออาจเริ่มฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอาจถูกบั่นทอนลง ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจในลักษณะของ Stagflation ภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่การจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับชะลอตัวพร้อมกัน

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จาก Societe Generale (SocGen) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันยังคงยืนอยู่เหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องอย่างน้อยสามเดือน เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงประมาณ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์

ในอีกด้านหนึ่ง นักกลยุทธ์จากทีม Market Intelligence ของ JPMorgan ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันจันทร์ว่า พวกเขากำลังติดตามพอร์ตการลงทุนธีม “Stagflation” ของธนาคารอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม JPMorgan เตือนว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงนี้กำลังเริ่มแยกตัวออกจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สร้างความผันผวนคือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งกำลังเพิ่มระดับความไม่แน่นอนให้กับระบบการเงินโลก

ในมุมมองของนักลงทุนบางส่วน สัญญาณของภาวะ Stagflation อาจเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว มาร์ก มาเล็ก (Mark Malek) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Siebert กล่าวกับ Business Insider ว่า เขาเริ่มได้กลิ่นของ “Stagflation” จากสภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบัน

มาเล็กระบุว่า ความกังวลจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องนานถึงหกเดือน หรือหากตลาดหุ้นยังคงอยู่ในภาวะซบเซาหรือลดลงต่อเนื่องเกินหนึ่งเดือน

“คุณอาจเห็นการบริโภคหดตัวลงอย่างชัดเจน และนั่นอาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ามากสำหรับเศรษฐกิจ” มาเล็กกล่าว พร้อมเตือนถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจอาจเผชิญแรงกดดันแบบ Stagflation ในระยะถัดไป

อ้างอิง: Business Insider


แชร์
เงินเฟ้อพุ่ง แต่เศรษฐกิจหด! Stagflation จ่อถล่มเศรษฐกิจโลก