
ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อตลาดพลังงานเท่านั้น แต่กำลังเริ่มลุกลามไปยังวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญหลายชนิด โดยหนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ กำมะถัน (Sulphur) ซึ่งราคากำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก
แรงกดดันหลักเกิดจากการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางการค้าพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก หลังสถานการณ์สงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น การขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวแทบหยุดนิ่ง ส่งผลให้การส่งออกกำมะถันซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถูกตัดขาดจากตลาดโลก
แม้กำมะถันจะเป็นสินค้าเฉพาะทางที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก แต่ในความเป็นจริงวัตถุดิบชนิดนี้มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่การผลิตปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการผลิตโลหะและเซมิคอนดักเตอร์
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ผลกระทบอาจค่อย ๆ ลุกลามไปยังภาคการผลิตในวงกว้าง และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ Argus ระบุว่า ราคากำมะถันในตลาดจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 15% นับตั้งแต่เหตุโจมตีครั้งล่าสุดในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น โดยในสัปดาห์นี้ราคายังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,650 หยวนต่อตัน หรือประมาณ 672 ดอลลาร์ต่อตัน
การปรับตัวขึ้นของราคากำมะถันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งยังคงพึ่งพาการส่งออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ CRU ประเมินว่า ประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียมีสัดส่วนการส่งออกกำมะถันราว 45% ของอุปทานโลก ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณกำมะถันที่เข้าสู่ตลาดโลกโดยตรง แม้โรงกลั่นน้ำมันบางแห่งนอกตะวันออกกลางจะยังคงมีกำมะถันพร้อมจำหน่าย แต่ปัญหาหลักในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณสินค้า หากเป็นข้อจำกัดด้านการขนส่งที่กำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญของตลาด
ไคลฟ์ เมอร์เรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ London Commodity Brokers กล่าวว่า ตลาดกำมะถันในขณะนี้อยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมาก โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบไม่มีการทำดีลซื้อขายใหม่เกิดขึ้นเลย เนื่องจากผู้ประกอบการเดินเรือยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการเดินเรือได้เพียงพอหรือไม่ ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้การจองเรือเพื่อขนส่งสินค้า รวมถึงกำมะถัน ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
เมอร์เรย์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ค้ากำมะถันจำนวนมากไม่สามารถล็อกค่าระวางเรือได้ ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าแทบหยุดชะงัก และทำให้ตลาดกำมะถันทั่วโลกต้องเผชิญกับระดับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์บางรายเปิดเผยว่า ตลาดกำมะถันและกรดกำมะถันกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรง หลายบริษัทจึงเร่งจัดหากรดกำมะถันสำหรับการส่งมอบในระยะสั้น เพื่อนำมาใช้เป็นทางเลือกและยืดอายุสต็อกกำมะถันที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม การขนส่งและการจัดเก็บกรดกำมะถันยังมีข้อจำกัดสูง เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่ต้องใช้ระบบขนส่งและการจัดการเฉพาะทาง ส่งผลให้มีเพียงบริษัทบางแห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการดำเนินการ
อุตสาหกรรมแรกที่จ่อได้รับผลกระทบจากสภาวะนี้มากที่สุดคือ อุตสาหกรรมปุ๋ย เนื่องจากผู้ผลิตปุ๋ยเป็นผู้ใช้กำมะถันรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 60% ของความต้องการกำมะถันทั้งหมด ดังนั้น หากห่วงอุปทานกำมะถันหยุดชะงักลง ย่อมมีแนวโน้มส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม และอาจกดดันให้ราคาสินค้าอาหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
รายงานจากไฟแนนเชียลไทม์สระบุว่า ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น ราคากำมะถันในตลาดโลกก็อยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจีน โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมโลหะ ขณะเดียวกัน การหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกำลังคุกคามอุปทานเพิ่มเติม เนื่องจากกำมะถันเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซ
สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงตัวมากขึ้นเมื่อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำให้การขนส่งกำมะถันจากตะวันออกกลางไม่สามารถเดินทางไปถึงตลาดโลกได้ตามปกติ
ประเทศผู้นำเข้ากำมะถันรายใหญ่ที่สุดสามอันดับแรกของโลก ได้แก่ โมร็อกโก จีน และอินโดนีเซีย ต่างพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งหมด ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของอุปทานในภูมิภาคดังกล่าวเป็นพิเศษ
วิกฤตอุปทานครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อ่อนไหวของภาคเกษตร เนื่องจากฤดูกาลใช้ปุ๋ยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ขณะที่เกษตรกรในซีกโลกเหนือกำลังเตรียมเพาะปลูกพืชในฤดูใหม่ รายงานวิเคราะห์ของ Scotiabank เตือนว่า ความตึงตัวของอุปทานกำมะถันในระยะสั้นอาจเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของโลก
แม้จะมีแหล่งอุปทานทางเลือกอยู่บ้าง แต่ผู้ใช้จำนวนมากกำลังต้องแข่งขันกับผู้ซื้อรายอื่นที่พยายามจัดหาวัตถุดิบชนิดเดียวกัน ทอม ไพรซ์ นักวิเคราะห์จาก Panmure Liberum ระบุว่า ผู้ผลิตโลหะอาจยังสามารถหาซัพพลายทางเลือกได้บางส่วน แต่ผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่จะเผชิญความยากลำบากมากกว่า เนื่องจากต้องใช้กำมะถันในปริมาณมหาศาล
เขาอธิบายว่า แม้ผู้ผลิตรายใหญ่บางรายจะควบคุมอุปทานกำมะถันในสัดส่วนเพียง 3-5% ของตลาดโลก แต่ก็ยังไม่สามารถหาสินค้าทดแทนได้ในปริมาณที่เพียงพอเพื่อชดเชยอุปทานที่เสียไปจากตะวันออกกลาง
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านราคาปุ๋ยชนิดอื่นแล้ว โดยข้อมูลจาก Argus ระบุว่า ราคายูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 700 ดอลลาร์ต่อตันในสัปดาห์นี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 45% จากระดับก่อนเกิดสงคราม สะท้อนความกังวลของตลาดต่อภาวะตึงตัวของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรทั่วโลก
อุตสาหกรรมต่อมาที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ของไต้หวัน ตลอดจน Samsung Electronics และ SK Hynix ของเกาหลีใต้ ต่างต้องพึ่งพาสารเคมีและวัตถุดิบสำคัญจำนวนมาก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งในภูมิภาคดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในวัตถุดิบสำคัญคือกรดกำมะถัน ซึ่งใช้ในการทำความสะอาดแผ่นเวเฟอร์ในกระบวนการผลิตชิป นอกจากนี้ โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยังต้องใช้ฮีเลียมเพื่อช่วยระบายความร้อนในกระบวนการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง โดยข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา TechInsights ระบุว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในผู้ใช้ฮีเลียมรายใหญ่ของโลก และมีสัดส่วนการใช้คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของความต้องการฮีเลียมทั่วโลก
โมฮัมหมัด อาห์หมัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแพลตฟอร์มข้อมูลซัพพลายเชน Z2Data ระบุว่า ฮีเลียมราวหนึ่งในสามของอุปทานโลกมาจากกาตาร์ และถูกนำมาใช้ในขั้นตอนสำคัญของการผลิตชิป เช่น การระบายความร้อนของอุปกรณ์และการตรวจหารอยรั่วในระบบการผลิต เขาเตือนว่า ต้นทุนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา อาจยิ่งสูงขึ้นอีก หากวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ยืดเยื้อออกไป
นอกจากซัลเฟอร์และฮีเลียมแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิปยังเชื่อมโยงกับโบรมีน ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่ใช้ในกระบวนการกัดลายบนแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ แหล่งผลิตโบรมีนขนาดใหญ่ของโลกส่วนหนึ่งตั้งอยู่บริเวณทะเลเดดซี ซึ่งทำให้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมนี้เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางโดยตรง
รายงานของ Korea International Trade Association ในปี 2566 ระบุว่า เกาหลีใต้ต้องนำเข้าโบรมีนจากอิสราเอลมากกว่า 99% ของความต้องการทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งยังคงพึ่งพาแหล่งผลิตเฉพาะในบางภูมิภาคของโลก และอาจเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง
นอกจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปุ๋ยแล้ว กรดกำมะถันยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมโลหะ โดยถูกใช้ในกระบวนการ leaching ซึ่งเป็นขั้นตอนในการแยกและสกัดโลหะออกจากแร่ เช่น ทองแดง นิกเกิล และยูเรเนียม ด้วยเหตุนี้ การขาดแคลนกำมะถันจึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วโลก
อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้ากำมะถันจากตะวันออกกลางในปริมาณมาก ขณะที่ คริส ลอว์สัน นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา CRU ระบุว่า แม้ผลกระทบจากการขาดแคลนอุปทานกำมะถันจะเริ่มปรากฏในอุตสาหกรรมปุ๋ยก่อน แต่แรงกระเพื่อมมีแนวโน้มลุกลามไปสู่อุตสาหกรรมทองแดงและโลหะอื่น ๆ ในระยะถัดไป
ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทการค้าระดับโลกแห่งหนึ่งยังชี้ว่า การผลิตทองแดงเกือบ 3 ล้านตันต่อปีในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ต้องพึ่งพากรดกำมะถันในกระบวนการผลิต และกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทาน โดยปริมาณดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการผลิตทองแดงทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 23 ล้านตันในปี 2569
โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์หลายรายประเมินว่า โรงถลุงทองแดงบางแห่งยังมีสต็อกวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการเดินสายการผลิตได้อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้น หากอุปทานกำมะถันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ผู้ผลิตโลหะทั่วโลกอาจต้องเร่งหาซัพพลายจากแหล่งอื่น ซึ่งมีแนวโน้มจะผลักดันต้นทุนการผลิตโลหะให้ปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป
อ้างอิง: Financial Times