
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดการเงินทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยของเราก็ร่วงลงจนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker พักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ในวันที่ 4 มีนาคม
แม้หลายตลาดจะยังไม่ได้ร่วงลงรุนแรงมาก แต่ก็ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า ควรรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นการเทรดหรือจับจังหวะการลงทุนตามสถานการณ์ บางคนลังเลว่าจะขายลดความเสี่ยงก่อนดีไหม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เริ่มมองหาจังหวะเข้าซื้อ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจังหวะไหนที่ถือว่าดีพอที่จะซื้อแล้ว
คำถามเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวที “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” หัวข้อ “ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด” เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 ซึ่งรวมนักกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์ และนักวางแผนการเงิน มาร่วมแบ่งปันมุมมองต่อภาวะตลาดในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง พร้อมถอดบทเรียนตั้งแต่การจัดพอร์ตให้รับมือความผันผวน การจับจังหวะเข้าลงทุน ไปจนถึงโอกาสในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตั้งแต่หุ้น ทองคำ ไปจนถึงน้ำมัน
วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นที่ร่วงลงแรงหลังเกิดสงครามล่าสุดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นว่าการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไปทั่วโลกเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะในโลกการลงทุนนั้นนักลงทุนไม่อาจคาดเดาได้ว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะตัดสินใจทำอะไรในเวลาไหน และความขัดแย้งหรือวิกฤตต่าง ๆ ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา สิ่งที่นักลงทุนทำได้จึงมีเพียงการเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทยยกตัวอย่างว่า เมื่อปีที่แล้วในช่วงเดือนเมษายน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการขึ้นภาษี ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงประมาณ 20% แต่พอร์ตการลงทุนที่ บลจ.กสิกรไทยแนะนำปรับตัวลดลงเพียงประมาณ 2% เท่านั้น ขณะที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเกิดสงครามกับอิหร่าน พอร์ตที่ บล.กสิกรไทยแนะนำยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกเล็กน้อย ไม่ได้ปรับตัวลดลงเหมือนตลาดโดยรวม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระจายความเสี่ยงสามารถช่วยลดแรงกระแทกจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้จริง
วินกล่าวว่า หลักคิดสำคัญของการลงทุนยังคงเป็นหลักพื้นฐาน นั่นคือการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เพราะโดยหลักการแล้ว สินทรัพย์แต่ละประเภทมักเคลื่อนไหวต่างทิศทางกัน แม้ในบางช่วงสั้น ๆ อาจเห็นสินทรัพย์หลายประเภทขึ้นลงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่โดยภาพระยะยาวแล้ว สินทรัพย์หลักอย่างหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำ มักไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ในเมื่อไม่สามารถคาดการณ์หรือควบคุมสถานการณ์ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การจัดพอร์ตให้พร้อมรับความผันผวน
สำหรับคำแนะนำในการลงทุนช่วงนี้ วินมองว่า ควรเพิ่มสัดส่วนเงินสดเล็กน้อย เพื่อเตรียมรอจังหวะเข้าลงทุน โดยสังเกตได้ว่า แม้จะมีเหตุการณ์ลบเกิดขึ้นหลายเรื่อง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับปรับตัวลงไม่มากนัก ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเป็นฝั่งที่ปรับตัวลงแรงกว่า
สำหรับตราสารหนี้ เขาแนะนำให้ลดสัดส่วนตราสารหนี้ไทย และขยับไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น ในทางกลับกัน สำหรับหุ้น เขามองว่าควรเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทย ลดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากระดับราคาหุ้นไทยในปัจจุบันถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่หรือบิ๊กคอร์ปที่มีอัตราเงินปันผลสูง
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า โดยภาพรวมเขาเห็นสอดคล้องกับมุมมองของวินที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ (asset allocation) และมองว่าในสถานการณ์แบบนี้ การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
พิชัยมองภาวะตลาดหนึ่งสัปดาห์หลังสงครามเปิดฉากว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของอารมณ์ตลาด ช่วงแรกคือช่วงที่นักลงทุนช็อกจากข่าวการโจมตีอิหร่าน ซึ่งได้ผ่านไปแล้ว ส่วนช่วงถัดไปคือช่วงแพนิก หรือการตื่นตระหนกขายสินทรัพย์ สำหรับตลาดหุ้นไทยอาจเห็นสัญญาณแพนิกไปแล้วในวันที่มีการใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ แต่ในระดับตลาดโลกยังไม่เห็นภาวะแพนิกอย่างชัดเจน เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกยังปรับตัวลงไม่มากนัก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน พิชัยมองว่านักลงทุนควรถือเงินสดบางส่วนไว้เพื่อรอจังหวะลงทุน โดยเฉพาะช่วงที่แรงขายสามประเภทเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ การขายจากความตื่นตระหนกของนักลงทุน (panic sell) การขายเพื่อนำเงินไปคืนผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน (redemption) และการขายจากการถูกบังคับขาย (force sell) หากแรงขายทั้งสามประเภทนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดอาจปรับตัวลงแรงผิดปกติได้ โดยมีการประเมินว่าค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยอาจลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 11–12 เท่า หรือดัชนีอาจลงมาแถว 1,100 จุด
.
พิชัยระบุว่า ได้เห็นสัญญาณแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติแล้ว เนื่องจากกังวลว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียที่ยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้นักลงทุนระดับโลกมองว่าตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีความเสี่ยงมากขึ้น และอาจเลือกถอนการลงทุนออกก่อน
แรงขายจากต่างชาติเริ่มเห็นชัด โดยในวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยประมาณ 7,200 ล้านบาท และในวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม ขายเพิ่มอีกประมาณ 6,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มว่าจะมีแรงขายต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนจำนวนมาก นักลงทุนไทยอาจเริ่มตกใจตาม และอาจนำไปสู่ภาวะแพนิกอีกรอบ รวมถึงแรงขายแบบ force sell ได้
อย่างไรก็ตาม พิชัยมองว่า หากแรงขายทั้งสามประเภทเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าซื้อ โดยเห็นด้วยกับมุมมองของวินว่า ในเวลานี้ตลาดหุ้นโลกยังปรับตัวลงไม่มากนัก จึงอาจยังไม่ใช่จังหวะที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อ แต่ควรพิจารณาปรับสัดส่วนบางส่วนจากหุ้นต่างประเทศมาสู่หุ้นไทย เนื่องจากหุ้นไทยหลายบริษัทเริ่มมีระดับราคาที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ พิชัยบอกว่า ในสถานการณ์ที่ความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น มักเห็นสินทรัพย์หลายประเภทปรับตัวลงพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือแม้แต่หุ้นพลังงานอย่าง ปตท.สผ. แม้ตามทฤษฎีแล้วควรได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยสาเหตุสำคัญ คือ ในช่วงที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกมักต้องการสภาพคล่องมากขึ้น จึงเลือกถอนเงินออกจากการลงทุนเพื่อถือเงินสด ทำให้เกิดแรงขายในสินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเมื่อเวลาผ่านไป หลังจากตลาดผ่านช่วงช็อกและช่วงแพนิกไปแล้ว นักลงทุนจะเริ่มกลับมาประเมินพื้นฐานของสินทรัพย์อย่างจริงจัง และเริ่มแยกแยะว่าอะไรคือสินทรัพย์ที่มีคุณค่า หรือ ‘เพชร’ ที่ควรถือหรือซื้อเพิ่ม ท่ามกลางสินทรัพย์จำนวนมากที่ถูกขายออกมาในช่วงวิกฤต
พิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า โดยส่วนตัวเขายังคงลงทุนต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เกิดสงคราม เพียงแต่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามสถานการณ์ ไม่ได้ตัดสินใจขายหรือซื้อสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งแบบเต็มพอร์ต เขามองว่า ความผิดพลาดที่นักลงทุนมักทำในช่วงวิกฤตคือการเทขายสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งทั้งหมด แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและมีโอกาสได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในทองคำเพียงอย่างเดียว
วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) กล่าวถึงคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมเมื่อเกิดสงครามครั้งนี้ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงอย่างเหมือนในอดีต ซึ่งตัวเขามั่นใจว่าราคาทองคำจะขึ้นแน่นอน
เขาอธิบายเหตุผลที่ราคาทองคำยังไม่ได้ปรับขึ้นในช่วงนี้ว่า ปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกต้องการถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง บวกกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ยประมาณ 2-3 ครั้งในปีนี้ แต่ล่าสุดความคาดหวังลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง เนื่องจากมีความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาสูงขึ้น
วรุตมองว่า ทองคำยังคงทำหน้าที่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ได้อย่างแข็งแกร่ง เมื่อเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนมักมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย และในภาวะเงินเฟ้อ ทองคำก็สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้ เพราะในระยะยาวผลตอบแทนของทองคำมักเอาชนะเงินเฟ้อได้ อีกทั้ง ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ เริ่มเห็นหลายประเทศทยอยลดสัดส่วนการถือครองดอลลาร์สหรัฐฯ และหันมาเพิ่มการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังคงมองว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ในระยะกลางถึงระยะยาว ดังนั้น หากราคาทองคำอ่อนตัวลงหรือมีการย่อตัว ก็เป็นจังหวะให้เข้าซื้อสำหรับผู้ที่ยังเชื่อในบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยอาจใช้วิธีทยอยสะสม เมื่อราคาปรับขึ้นก็แบ่งขายทำกำไรบางส่วน และถือบางส่วนไว้ในระยะยาว
วรุตยังย้ำว่า แม้ทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่การที่ราคาจะปรับขึ้นมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกัน เขามองว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำในช่วง 3 ปีล่าสุดนี้สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างชัดเจน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความตึงเครียดทางการค้า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน และปัญหาการชัตดาวน์หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำมากขึ้น
จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย จำกัด (มหาชน) บอกว่า โดยส่วนตัวชอบสังเกตพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด ไปจนถึงพฤติกรรมการเข้าสู่ตลาดของนักลงทุนรายย่อยระดับแมส (อย่างเช่นคนทั่วไปที่ซื้อทองคำ) ซึ่งเขามองว่าเป็นตัวชี้วัดทิศทางของตลาดได้ค่อนข้างดี หากติดตามอย่างสม่ำเสมอก็มักจะเห็นแนวโน้มบางอย่างล่วงหน้าได้
เขายกตัวอย่างกรณีราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากกราฟราคาที่มีลักษณะดับเบิลบอตทอม ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาเริ่มมีแนวโน้มกลับตัว และอีกสัญญาณหนึ่ง คือ แม้จะมีข่าวลบเกี่ยวกับน้ำมันออกมา เช่น สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นในบางสัปดาห์ แต่ราคาน้ำมันกลับไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ สะท้อนว่าตลาดไม่ตอบสนองต่อปัจจัยลบ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเขาเองยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นจากปัจจัยใด และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน เขาสังเกตเห็นราคาน้ำมันในกระดานคริปโตเริ่มปรับตัวขึ้นแรง จนกระทั่งความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้น จึงรู้ว่าสัญญาณนั้นถูกต้อง
จรณเวทสรุปว่า หากนักลงทุนหมั่นติดตามความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้ใช้เวลาศึกษาลึกมาก แต่ทำเป็นกิจวัตรทุกวัน ก็จะเริ่มเห็นทิศทางของกระแสเงินทุนที่ไหลจากสินทรัพย์หนึ่งไปยังอีกสินทรัพย์หนึ่งได้ชัดขึ้น
สำหรับน้ำมัน เขามองว่า เป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการเทรดมากกว่าการซื้อถือยาว และถึงแม้ว่าหากนักลงทุนไม่ได้ใช้เครื่องมือที่มีเลเวอเรจสูงอย่างฟิวเจอร์ส ก็ยังสามารถลงทุนผ่านเครื่องมืออื่นได้ เช่น DR หรือกองทุนน้ำมัน
นอกจากนั้น จรณเวทบอกหลักคิดในการลงทุนว่า สำหรับนักลงทุนสายเทรด หากมีเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนให้เลือกหลากหลาย ก็จะสามารถสร้างโอกาสได้ในเกือบทุกสถานการณ์ของตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการต้องเข้าใจลักษณะของแต่ละผลิตภัณฑ์ให้ดี เพราะหากไม่เข้าใจ ก็อาจตัดสินใจไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาจึงมองว่า นักลงทุนควรทำความเข้าใจสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์การลงทุนหลายประเภท ไม่ยึดติดกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป เพราะเมื่อเข้าใจเครื่องมือการลงทุนอย่างหลากหลายแล้ว ก็จะสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตลาดในแต่ละช่วงเวลาได้
นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงินจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า สถานการณ์สงครามที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงนั้นเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ เธอเล่าในกรณีของตัวเองว่า ในวันที่ตลาดหุ้นไทยมีการใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์ เธอได้เข้าซื้อหุ้นไปแล้วหนึ่งไม้ และคาดว่าอาจมีจังหวะซื้อเพิ่มอีกหากเกิดแรงขายแบบฟอร์ซเซลล์ตามมา แต่ในวันนั้น เกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์เพียงครั้งเดียว และไม่ได้เกิดแรงขายต่อเนื่องมากอย่างที่คาดไว้
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน นฤมลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ พอร์ตหลัก (core portfolio) และ พอร์ตเสริมสำหรับลงทุนระยะสั้น (satellite portfolio) สำหรับพอร์ตหลักนั้น รอบนี้เริ่มทยอยซื้อสะสมตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของพอร์ต ส่วนใหญ่เป็นหุ้น ปตท. และ ปตท.สผ. เกือบ 10% ของพอร์ต เนื่องจากมองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานมีราคาต่ำมาระยะหนึ่งแล้ว
เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แต่ราคาหุ้น ปตท.สผ. ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น เธอมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพิ่มอีกครั้ง อีกทั้งยังเป็นช่วงก่อนการจ่ายเงินปันผล ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งจากราคาที่อยู่ในระดับต่ำและโอกาสรับเงินปันผล จึงถือว่าได้ถึง ‘สองเด้ง’
นฤมลบอกว่า พอร์ตหลักของเธอยังคงให้น้ำหนักหุ้น ปตท. และ ปตท.สผ. เพราะมองว่ากลุ่มพลังงานยังเป็นกลุ่มนำของตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ทิ้งหุ้นกลุ่มธนาคาร เพียงแต่มองว่าในระยะสั้นราคาหุ้นอาจยังมีแรงกดดันอยู่บ้าง เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนที่ได้รับเงินปันผลไปแล้วอาจขายทำกำไรออกมา
สำหรับพอร์ต satellite นฤมลบอกว่า เธอใช้วิธีเลือกหุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรง โดยดูจากกลุ่มหุ้นที่เป็น Top Gainers และ Top Losers ในตลาด แล้วพิจารณาว่าหุ้นตัวใดราคาปรับลงมากที่สุด ก่อนเลือกซื้อในตัวที่สนใจ ทั้งนี้ แม้จะกระจายการลงทุน แต่โดยรวมก็ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มพลังงานอยู่ ซึ่งเธอมองว่า หุ้นน้ำมันสามารถเป็นได้ทั้งแกนหลักของพอร์ตหลักและของพอร์ตเสริม
นฤมลมองว่า นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่มีความผันผวนค่อนข้างสูง เธอบอกว่า หลักการสำคัญที่เธอย้ำเสมอคือ “การได้ซื้อหุ้นดีในช่วงเวลาที่เลวร้ายของตลาด”
ในส่วนของการคัดเลือก ‘หุ้นดี’ นฤมลใช้เกณฑ์คัดเลือก 3 ข้อ ได้แก่
เธอแนะนำว่า หากหุ้นผ่านเกณฑ์ครบทั้งสามข้อก็จะถือว่าเป็นหุ้นคุณภาพดีที่เข้าลงทุนได้