
การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย ผู้ประกอบการจำนวนมากติดข้อจำกัดด้านหลักประกัน ความเสี่ยงทางเครดิต และเงื่อนไขการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินที่เข้มงวด ทำให้ถูกปฏิเสธสินเชื่อ สะท้อนให้เห็นในตัวเลขการปล่อยสินเชื่อในระบบที่หดตัวต่อเนื่อง
ในการแก้โจทย์ใหญ่นี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเชื่อม SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ซึ่งในปี 2569 นี้ บสย.ชูยุทธศาสตร์ “3-Prompt” หรือ “บสย. 3 พร้อม” ประกอบด้วย พร้อมค้ำ พร้อมช่วย และพร้อมพลัส เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ซึ่งในช่วงต้นปีเริ่มเห็นความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี เพียงสองเดือนแรกของปี 2569 บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 14,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4.43 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน บสย.กำลังเดินหน้ายกระดับองค์กร ขยายบทบาทไปสู่แพลตฟอร์มกลางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs และเชื่อมต่อระบบของ บสย.กับ Virtual Bank เพื่อพลิกโฉมค้ำประกันสินเชื่อ ตอบโจทย์โลกการเงินยุคใหม่
ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 2 เดือนแรกปี 2569 บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 14,567 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 17,853 ราย สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 60,160 ล้านบาท และช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมา 14 ไตรมาส
เมื่อเทียบกับยอดค้ำประกันสินเชื่อในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) พบว่า มียอดค้ำประกันสูงกว่าถึง 4.43 เท่า สำหรับเป้าหมายหลักในปี 2569 บสย.เดินหน้าขยายบทบาทการค้ำประกันสินเชื่อ สร้างโอกาสให้ SMEs พร้อมเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มุ่งปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ภายใต้ 4 แนวคิดหลัก ได้แก่
ดร.สิทธิกรกล่าวอีกว่า ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ในปี 2569 บสย. ชูยุทธศาสตร์ “3-Prompt” (บสย. 3 พร้อม) “พร้อมค้ำ-พร้อมช่วย-พร้อมพลัส+” ต่อยอดจากมาตรการ “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย” เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs เป็นไปอย่างเข้มข้น ครอบคลุมความต้องการของ SMEs ในมิติต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น
ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ๆ และช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงให้ บสย. เป็นส่วนหนึ่งใน Digital Ecosystem รวมถึงการนำ AI มาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กร พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) เพื่อตอบโจทย์โลกการเงินยุคใหม่ และพัฒนาสู่การค้ำประกันสินเชื่อ Digital Credit Guarantee กับผู้ให้บริการ Virtual Banking ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ตามยุทธศาสตร์การยกระดับองค์กรของ บสย.
ยุทธศาสตร์ “3-Prompt” ของ บสย. ประกอบด้วย
ภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมค้ำ” ปีนี้ ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อกว่า 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” 50,000 ล้านบาท และมาตรการอื่น ๆ กว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมากกว่า 80,000 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 67,500 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 615,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 295,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปีนี้ บสย.จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ SMEs ในกลุ่มต่าง ๆ อย่างเฉพาะเจาะจง ผ่านโครงการหลัก ได้แก่
มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win ตั้งแต่เปิดโครงการเมื่อกลางเดือนธันวาคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 16,500 ล้านบาท คาดว่าจะอนุมัติเต็มวงเงิน 50,000 ล้านบาทในช่วงกลางปี 2569 นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ด้วยจุดเด่น ค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้กับมาตรการรัฐ ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 1% และเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทำให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น
มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” วงเงินคงเหลือ 3,500 ล้านบาท ขยายระยะเวลารับคำขอจนถึงสิ้นปี 2569 โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือกับลีสซิ่งของค่ายรถยนต์ (Captive Finance) พร้อมรองรับงานมอเตอร์โชว์ 2026 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ บสย. ดำเนินการเอง โดยมุ่งขยายการค้ำประกันไปยัง Non-Bank ในกลุ่ม “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศกว่า 70 ราย เพื่อช่วยกลุ่มรายย่อย Micro SMEs ที่เป็น “กลุ่มเปราะบาง” และมีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน โดยเน้นวงเงินค้ำประกันรายละไม่เกิน 100,000 บาท
ในปี 2569 บสย. เดินหน้าเป็น “ตัวช่วย” ให้กับ SMEs ใน 2 มิติ คือ ให้ความช่วยเหลือผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ช่วยลูกหนี้ที่ บสย.จ่ายเคลม ลด ปลดหนี้ แก้หนี้ยั่งยืน โดยสำหรับลูกหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี บสย.ลดต้นสูงสุด 50% สำหรับลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” หนี้คงเหลือไม่เกิน 200,000 บาท และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs ที่มีหนี้คงเหลือมากกว่า 200,000 บาท
ปีนี้ บสย. ตั้งเป้าปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้มากกว่า 6,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 5,835 ราย ในจำนวนนี้ ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ “ปลดหนี้” ไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 992 ราย และอีกไฮไลต์ในปีนี้ คือ เพิ่มความสะดวกให้ลูกหนี้สามารถสมัครร่วมมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” พร้อมเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ด้วยตัวเอง ผ่าน LINE OA : @tcgfirst
นอกจากนี้ บสย.ยังเน้นย้ำบทบาท “ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs” (บสย. F.A. Center) โดยปีนี้เน้นการทำงานเชิงรุก เพิ่มศักยภาพด้านความรู้ ทักษะประกอบอาชีพ ขยายความร่วมมือในรูปแบบ “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” หรือ TCG Financial Hub ร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตรเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมจัดโครงการ Business School on tour ช่วยเหลือ SMEs ร่วมกับสำนักงานเขต บสย. ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ เป็นต้น
ในปี 2569 บสย. ได้เพิ่มเครื่องมือทางการเงินภายใต้มาตรการ “บสย. พร้อมพลัส+” (บสย. Prompt Plus) โดยใช้ Digital เป็นแรงขับเคลื่อนและยกระดับองค์กร พร้อมเปิดตัว 4 เครื่องยนต์พลังบวกใหม่ (4 New Engines) ได้แก่
1. เพิ่มการเชื่อมโยงระบบ Operating Model ของ บสย. เข้ากับโครงการ SMEs Credit Boost มาตรการเฉพาะจุด โดยใช้ความชำนาญของ บสย. ตลอด 35 ปี รับบริหารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับงานด้าน Operating ของ บสย. ไปพร้อมกับการขยายสู่พันธมิตรผู้ให้บริการสินเชื่อใหม่ ๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ตลอดจนขยายการรับรู้ (awareness) ไปยังกลุ่มธุรกิจทุกขนาด ครอบคลุมทุกเซกเตอร์ธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น
2. เพิ่มเครื่องมือบริการเครดิตสกอริ่ง TCG Score (As-a-Service) ผสานกับ “เครดิตสกอริ่ง” ของกระทรวงการคลัง และผู้ให้บริการเครดิตสกอริ่งอื่น ๆ เพื่อบูรณาการเป็นเครดิตสกอริ่ง สำหรับประเมินกลุ่มรายย่อย Micro SMEs หรือ “กลุ่มเปราะบาง” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ตามนโยบายกระทรวงการคลัง ตลอดจนให้บริการตรวจสุขภาพทางการเงินด้วย “TCG Score As-a-Service” กับสมาชิกหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินของแต่ละกลุ่มเป้าหมายตามระดับความเสี่ยง (Risk-based) แบบเฉพาะเจาะจงได้
3. เพิ่มแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ SMEs First and Fast พลิกโฉมการให้บริการของ บสย. (New Customer Journey : O2O) โดยให้ SMEs มาพบ บสย. ก่อน (Direct Approach) เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านเครดิต (Credit Capacity and Enhancement) โดย บสย. เป็นตัวกลาง SMEs’ Gateway เพื่อเชื่อมต่อ SMEs ทุกกลุ่มที่มีความต้องการด้านสินเชื่อเข้ากับผู้ให้บริการทางการเงินที่เหมาะสม
4. เพิ่มเครื่องมือ “PromptClaim Management” ให้กับสถาบันการเงิน ยกเครื่องการให้บริการผ่านรูปแบบการจองวงเงินรายใบ (PromptClaim Dashboard) ด้วยบริการค้ำรายใบ เคลมรายใบ จองวงเงินรายใบ และบริหารเงินเคลมตามสัดส่วนของพอร์ตค้ำประกันสินเชื่อ (Max Claim by Portfolio) ของแต่ละสถาบันการเงินด้วยตัวเองได้แบบ Real-time โดยเตรียมเปิดให้บริการในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้
นอกจากนั้น ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงนี้ว่า เนื่องจากมีลูกค้าของ บสย. ที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลางและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง บสย.จึงได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้เบื้องต้นแล้ว โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มลูกค้าที่ถือหนังสือค้ำประกันของ บสย. ที่มีธุรกรรมส่งออกไปตะวันออกกลาง หากต้องการพักชำระค่าธรรมเนียม สามารถแจ้งผ่านธนาคารเพื่อขอเลื่อนการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันออกไปได้ 3 เดือน
2. กลุ่มลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้ของ บสย. สามารถพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ 3 เดือน โดยลงทะเบียนผ่าน LINE บสย. ที่ @tcgfirst
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ (12 มีนาคม 2569) และ บสย.จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้น บสย.แนะนำผู้ประกอบการ SMEs ให้ประเมินสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนน้ำมัน เช่น ธุรกิจขนส่ง หากพบว่าสภาพคล่องไม่เพียงพอ ควรรีบปรึกษา บสย. ซึ่งปัจจุบันมี 7 สาขาทั่วประเทศที่พร้อมให้คำปรึกษา หรือสามารถติดต่อผ่าน LINE ของ บสย.ได้ทันที ขณะเดียวกัน บสย.พยายามแนะนำให้ลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออกพยายามกระจายตลาดส่งออก เพื่อกระจายความเสี่ยง