
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่การฟื้นตัวที่เชื่องช้าหลังโควิด ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากมานาน ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังส่งสัญญาณ “เปลี่ยนเกียร์” ครั้งใหญ่ จากบทบาทผู้กำหนดนโยบายดอกเบี้ย ไปสู่การเป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยไม่ละทิ้งหน้าที่การดูแลเสถียรภาพมหภาค อันเป็นภารกิจหลักตามกฎหมาย
ทิศทางใหม่ดังกล่าวของแบงก์ชาติถูกถ่ายทอดโดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน (Fiscal-Monetary Synergy in Sight)” ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยย้ำว่า ในยุคนี้ “กระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติไม่ได้วิ่งกันคนละทาง” หรือมีแนวคิดในการทำงานที่สวนกันอย่างที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่กำลังทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเชิงปฏิบัติ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้ว่าการ ธปท. ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า “ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จากยุคที่แทบไม่ต้องทำอะไรมาก เศรษฐกิจก็สามารถเติบโตปีละ 4-5% ได้โดยอัตโนมัติ วันนี้ประเทศกำลังขยับเข้าสู่ภาวะการเติบโตต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 2.1% และปีหน้ามีแนวโน้มลดลงเหลือ 1.6% ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ตัวเลขระดับ 2% อาจกลายเป็นเสมือน “เพดานใหม่” ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การเติบโตต่ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเติบโตที่ “ไม่กระจาย” ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงแข็งแรง เข้าถึงแหล่งทุนได้ต่อเนื่อง สถาบันการเงินยังทำกำไรสูงและมีฐานะมั่นคง ในทางกลับกัน เอสเอ็มอีกลับเผชิญปัญหาอย่างหนัก สินเชื่อหดตัวติดต่อกันนานถึง 13 ไตรมาส หรือกว่า 36 เดือน สะท้อนวิกฤติศรัทธาและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงเงินทุน
ขณะที่ระดับครัวเรือน รายได้บุคคลซึ่งเคยเติบโต 4-5% ต่อปี ลดลงเหลือเพียง 2-3% และบางช่วงต่ำกว่า 2% ต่อปี หลายครอบครัวเผชิญภาวะ “รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย” ต่อเนื่องหลายปี สิ่งที่ตามมาคือแรงกดดันด้านหนี้ครัวเรือนที่สะสมเรื้อรัง จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ฉุดรั้งอุปสงค์และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวที่ลดลง ภาคการผลิตที่อ่อนแรง การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ตึงตัว ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่บั่นทอนความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุน
นายวิทัยยอมรับว่า แม้นโยบายดอกเบี้ยนโยบายยังมีความจำเป็นในฐานะเครื่องมือดูแลสภาพคล่อง และช่วยผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชน แต่ในโลกปัจจุบันที่โจทย์เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ “คนไม่อยากใช้จ่าย” หากแต่อยู่ที่ “ระบบไม่เอื้อให้เติบโต” การลดดอกเบี้ยจึงไม่อาจเป็นคำตอบเดียวได้อีกต่อไป
ผู้ว่าการ ธปท. ยกตัวเลขให้เห็นชัดว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อเนื่อง 4 ครั้งที่ผ่านมา ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า รวมกันแล้วไม่ถึง 0.2% ขณะที่เงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะติดลบ -0.1% และแม้สมมติกนง.จะลดดอกเบี้ยครั้งเดียวถึง 0.5% ก็อาจช่วยพยุงเงินเฟ้อปีหน้าให้บวกได้อยู่ที่เพียงราว 0.1% เท่านั้น สะท้อนข้อจำกัดของเครื่องมือทางการเงินในเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างลึกซึ้ง
ด้วยเหตุนี้ แบงก์ชาติจึงปรับ “เป้าหมายและวิธีการทำงาน” จากเดิมที่โฟกัสเรื่องดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ มาเป็นการดูแลเศรษฐกิจจริง (Real Sector) อย่างใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระดับมหภาค ไม่ใช่เพียงหน่วยงานวิเคราะห์ในเชิงทฤษฎี หากแต่เป็นผู้ลงมือผลักดันมาตรการที่จับต้องได้
สำหรับทิศทางการทำงานในระยะข้างหน้า นายวิทัยระบุว่า ธปท. จะยังยึดค่านิยมหลักที่สืบทอดกันมากว่าสองทศวรรษ คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” ซึ่งสะท้อนการยืนหยัดบนหลักการ มองโจทย์ในระยะยาวควบคู่กับการลงมือทำอย่างใกล้ชิดกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ว่าการ ธปท. ยังเน้นย้ำว่า โจทย์สำคัญอย่างหนี้ครัวเรือนหรือการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการครั้งเดียวแล้วจบ แต่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทบทวนและปรับรายละเอียดของนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอยู่เสมอ เพื่อให้มาตรการเกิดผลในทางปฏิบัติและยั่งยืนในระยะยาว
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือมาตรการปรับบทบาท SAM ให้เป็น “Social AMC” เพื่อจัดการหนี้ NPL รายย่อยของผู้ที่มีภาระหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 60% ของหนี้ NPL สินเชื่อบุคคลทั้งหมด โดยโครงการนี้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับสถานะจากผู้เข้าร่วม มาเป็น “ผู้ดำเนินการหลัก” อย่างเต็มตัว
ผลลัพธ์ระยะแรกสะท้อนขนาดของปัญหาและความเร่งด่วนได้อย่างชัดเจน เมื่อมีการโอนหนี้ล็อตแรกของลูกหนี้มากกว่า 1.6 ล้านราย และลูกหนี้จากธนาคารของรัฐอีกราว 300,000 ราย รวมเกือบ 2 ล้านคน โดยหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 20,000-30,000 บาท เฉลี่ยประมาณ 27,000 บาท ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยสามารถปิดบัญชีได้ด้วยเงินเพียงหลักพันบาท ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเลือกผ่อนชำระในอัตราต่ำราวเดือนละ 300-400 บาท เพื่อกลับเข้าสู่ระบบการเงินได้อีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากหนี้ครัวเรือน นายวิทัยกล่าวว่า แบงก์ชาติยังกำลังเดินหน้ามาตรการใหม่เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยอยู่ระหว่างเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ นอกเหนือจากซอฟต์โลนของออมสินและระบบค้ำประกันของ บสย. เพื่อปล่อยสินเชื่อได้ราว 100,000-120,000 ล้านบาท มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ไทยยังมีศักยภาพแข่งขัน เช่น อาหาร เกษตร เวลเนส และสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ ธปท. ยังมีแผนดึงกลุ่มประชาชนที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจหรือฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างยั่งยืน นายวิทัยย้ำว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่งานระยะสั้น แต่เป็นภารกิจต่อเนื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน และสังคม
นายวิทัยกล่าวว่า แนวทางใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยจะเดินควบคู่ระหว่างการใช้นโยบายการเงินซึ่งเป็นเครื่องมือในภาพกว้าง กับการออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยย้ำว่านโยบายการเงินต้องคงความเป็นอิสระ แต่สามารถทำงานเสริมกับเครื่องมืออื่นได้ เพื่ออุดช่องว่างของปัญหาที่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ได้อย่างตรงจุด
ในอนาคต บทบาทของ ธปท. จะขยับจากการเป็น “ผู้ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดทิศทางและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและเชิงโครงสร้าง นอกเหนือจากภารกิจด้านเสถียรภาพแล้ว เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ “กินดี อยู่ดี” ผ่านการออกแบบมาตรการที่เจาะจงเป็นรายประเด็น และการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยมาตรการเดียว หากจำเป็นต้องอาศัยชุดมาตรการหลายด้านที่ทำงานต่อเนื่องและปรับตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง
บทบาทใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยในสายตาของผู้ว่าการ จึงไม่ใช่หน่วยงานบน “หอคอยงาช้าง” อีกต่อไป หากแต่เป็นองค์กรที่ยืนอยู่บนพื้นเดียวกับประชาชน ลงมือแก้ปัญหาจริง และพร้อมปรับบทบาทไปตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤติไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว