
ธนาคารแห่งประเทศไทยเดินหน้ากำหนดมาตรฐานค่าบริการทางการเงินชุดใหม่ ครอบคลุมค่าธรรมเนียม 4 กลุ่ม รวม 19 รายการ ตั้งแต่บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน ไปจนถึงสินเชื่อ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ค่าบริการที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเรียกเก็บจากลูกค้าเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการมากขึ้น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การออกหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร หลังพบว่าค่าบริการบางรายการยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังมีการเรียกเก็บอยู่
ขณะเดียวกัน ธปท. พบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน จึงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมกำหนดเพดานค่าบริการใหม่ในหลายรายการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการรู้ได้ชัดเจนว่าแต่ละธุรกรรมควรเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินเท่าใด
ค่าบริการกลุ่มแรกที่ถูกกำหนดมาตรฐานใหม่คือค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก โดยค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก หรือ statement หากเป็นรูปแบบกระดาษ สถาบันการเงินเรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาทต่อบัญชีต่อครั้ง สำหรับการขอข้อมูลรายการเดินบัญชีย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ทั้งนี้ หากลูกค้าต้องการให้จัดส่งรายการเดินบัญชีตามความประสงค์ อาจมีการเรียกเก็บค่าจัดส่งเอกสาร เช่น ค่าไปรษณีย์ ได้ตามที่จ่ายจริง
สำหรับรายการเดินบัญชีเงินฝากในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-statement หลักเกณฑ์กำหนดว่าไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการสำหรับการขอข้อมูลรายการเดินบัญชีย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน และสถาบันการเงินต้องจัดให้มีบริการขอรายการเดินบัญชีเงินฝากในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ย้อนหลังอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของตนเองผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้
ส่วนค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน กำหนดให้เรียกเก็บค่าบริการได้ไม่เกิน 100 บาทต่อชุดต่อครั้ง หากลูกค้าต้องการให้จัดส่งหนังสือรับรองฐานะทางการเงินตามความประสงค์ของลูกค้า สถาบันการเงินอาจเรียกเก็บค่าจัดส่งเอกสาร เช่น ค่าไปรษณีย์ ได้ตามที่จ่ายจริง
ค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากไม่เคลื่อนไหว หรือ dormant account ถูกกำหนดเงื่อนไขชัดเจนขึ้น โดยเรียกเก็บได้เฉพาะกรณีบัญชีเงินฝากที่มียอดเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท และไม่เคลื่อนไหวติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี
ในกรณีดังกล่าว สถาบันการเงินเรียกเก็บค่ารักษาบัญชีเงินฝากได้ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน สำหรับบัญชีเงินฝากสกุลเงินบาททุกประเภท โดยขอบเขตการบังคับใช้ในรายการนี้อยู่ที่ลูกค้าบุคคลธรรมดา
ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มีการกำหนดเพดานใหม่เช่นกัน โดยค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน เรียกเก็บรวมกันได้ไม่เกิน 150 บาทต่อปี ขณะที่บัตรเดบิตพื้นฐาน เรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีรวมกันได้ไม่เกิน 200 บาทต่อปี
หลักเกณฑ์ยังกำหนดลักษณะของบัตรพื้นฐานไว้ชัดเจน โดยบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานต้องเป็นบัตรที่ให้บริการพื้นฐานครอบคลุมการถอนเงิน การโอนเงิน และการสอบถามยอด ส่วนบัตรเดบิตพื้นฐานต้องให้บริการพื้นฐานเช่นเดียวกับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน และสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้
สำหรับการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน
ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงินเป็นอีกกลุ่มที่มีรายละเอียดสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้เป็นประจำ หลักเกณฑ์กำหนดเรื่องค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ การฝาก ถอน โอนเงินที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระค่าสินค้าและบริการ
ในภาพรวม หลักเกณฑ์กำหนดไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการ เว้นแต่การทำธุรกรรมการฝากหรือถอนเงินสดข้ามเขตที่สาขา ซึ่งสามารถเรียกเก็บค่าข้ามเขตได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของมูลค่าธุรกรรม
สำหรับค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน หรือ same day กำหนดให้เรียกเก็บค่าบริการได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ ขณะที่ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต เฉพาะกรณีที่ลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs ส่งคำขอใช้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้โอนและผู้รับโอนเรียกเก็บค่าบริการรวมกันได้ไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ
ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน หรือ commission in lieu of exchange ซึ่งไม่รวมค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการทำธุรกรรมโดยใช้บัตรสกุลต่างประเทศ ถูกกำหนดให้เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 0.125 ของจำนวนเงินสำหรับเงินทุกสกุล
สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs หลักเกณฑ์กำหนดเพิ่มเติมว่าให้เรียกเก็บขั้นต่ำได้ไม่เกิน 300 บาท หรือเทียบเท่า และสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท หรือเทียบเท่า พร้อมกำหนดว่าไม่ให้เรียกเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชีภายในสถาบันการเงินเดียวกัน
ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ SMEs เป็นอีกส่วนที่ถูกกำหนดรายละเอียดเฉพาะ โดยค่าบริการการใช้สินเชื่อ หรือ front-end fee ให้เรียกเก็บได้บนฐานของวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ หากวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 15 ล้านบาท เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน แต่ไม่เกิน 250,000 บาท หากวงเงินสินเชื่อมากกว่า 15 ล้านบาท เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของวงเงิน ทั้งนี้ สามารถเรียกเก็บค่าบริการจำนวนดังกล่าวในคราวเดียว หรือทยอยเรียกเก็บก็ได้
สำหรับค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา หรือ term loan กำหนดว่าไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการ เว้นแต่กรณีลูกค้าได้รับวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น จึงให้เรียกเก็บค่าบริการได้ตามอัตราของ front-end fee โดยคำนวณบนฐานของวงเงินสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น
ส่วนค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน หรือ revolving loan อยู่ในกลุ่มค่าธรรมเนียมสินเชื่อ SMEs ที่ถูกกำหนดภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เพื่อให้การเรียกเก็บค่าบริการเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับรายการอื่นในกลุ่มสินเชื่อ SMEs
ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด หรือ prepayment fee สำหรับสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา กำหนดให้เรียกเก็บได้ไม่เกินร้อยละ 3 ของยอดเงินต้นคงค้าง แต่ห้ามสถาบันการเงินเรียกเก็บค่าบริการในบางกรณี
กรณีแรก คือ ลูกค้าชำระเงินต้นแล้วมากกว่าร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เบิกใช้จริง กรณีที่สอง คือ ลูกค้าชำระหนี้มาแล้วเป็นระยะเวลามากกว่าร้อยละ 50 ของระยะเวลาการชำระหนี้ โดยนับจากวันที่มีการเบิกใช้เงิน สำหรับกรณีที่ลูกค้าทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สถาบันการเงินนำระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มารวมคำนวณสัดส่วนระยะเวลาการชำระหนี้ด้วย
ส่วนค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน หรือ cancellation fee กำหนดว่าไม่ให้เรียกเก็บค่าบริการยกเลิกวงเงินในกรณีที่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพื่อชดเชยต้นทุนการสำรองวงเงิน หรือค่าบริการผูกพันวงเงินสินเชื่อ หรือ commitment fee ไปแล้ว รวมถึงกรณีที่ลูกค้าได้มีการเบิกใช้วงเงินดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งจำนวน
สาระสำคัญอีกประการของหลักเกณฑ์ใหม่ คือผู้ให้บริการต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ลูกค้า เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงจากประกาศฉบับนี้
ข้อห้ามดังกล่าวครอบคลุมการเรียกเก็บค่าบริการในรายการที่กำหนดเพิ่มขึ้นจากอัตราที่เรียกเก็บอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ การเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวจากเดิมที่ไม่มีการเรียกเก็บ การเรียกเก็บค่าบริการรายการอื่นนอกเหนือจากที่กำหนด การเรียกเก็บค่าบริการรายการใหม่ หรือการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์เปิดช่องให้ดำเนินการได้ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลารายการส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลหรือเอกสารหลักฐานสนับสนุนว่ามีความจำเป็นดังกล่าวอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ตรวจการสถาบันการเงินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้
ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องดูแลให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าบริการเกินกว่าหลักเกณฑ์ตามประกาศ หรือได้รับการเยียวยาหรือได้รับเงินส่วนต่างค่าบริการที่เรียกเก็บเกินกว่าหลักเกณฑ์คืนให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์ค่าบริการนั้นมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และต้องดำเนินการตามแผนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
หลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ทยอยมีผลบังคับใช้เป็น 3 ช่วง โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เริ่มใช้กับค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน ค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงินบางรายการ และค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เริ่มใช้กับค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของธุรกรรมที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์และการรับชำระค่าสินค้าและบริการในแง่หนี้ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน และค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ SMEs
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มใช้กับค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนการเรียกเก็บขั้นต่ำและสูงสุดสำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs รวมถึงค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
โดยรวมแล้ว ประกาศฉบับนี้ทำให้ผู้ใช้บริการเห็นเพดานค่าธรรมเนียมทางการเงินพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตั้งแต่ค่าขอเอกสารบัญชีเงินฝาก ค่าบัตรพื้นฐาน ค่าถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต ค่าธุรกรรมการโอนและชำระเงิน ไปจนถึงค่าธรรมเนียมสินเชื่อ SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการใช้บริการทางการเงินของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย.