
ประเด็นค่าไฟฟ้าครัวเรือนกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ โดยตั้งเป้าให้ประชาชนที่ใช้ไฟน้อยได้รับประโยชน์มากขึ้น และเปลี่ยนระบบคิดค่าไฟให้เป็น “ขั้นบันได” มากขึ้น คือ ใช้น้อยจ่ายถูก ใช้มากจ่ายแพงกว่าเดิมในส่วนที่ใช้เกิน
สาระสำคัญของโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่อยู่ที่การกำหนดให้อัตราค่าไฟสำหรับ 200 หน่วยแรกของทุกครัวเรือนไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.88-3.95 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้กลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณน้อยได้รับประโยชน์โดยตรง
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 200 หน่วยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์จากอัตราค่าไฟใน 200 หน่วยแรกเช่นกัน มิใช่การคิดอัตรา 5 บาทต่อหน่วยกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ตามที่ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไว้ก่อนหน้านี้
ตามข้อมูลที่กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอ โครงสร้างค่าไฟใหม่สำหรับครัวเรือนแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่
ในวันนี้ (28 เมษายน 69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยืนยันว่า โครงสร้างดังกล่าวมิได้หมายความว่าหากประชาชนใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะถูกคิดค่าไฟทั้งบิลในอัตรา 5 บาทต่อหน่วยทั้งหมด เนื่องจากยังคงใช้ระบบอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได กล่าวคือ 200 หน่วยแรกยังคงได้รับอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ช่วงการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย คิดในอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย
กล่าวอย่างง่ายคือ โครงสร้างใหม่นี้ไม่ได้เป็นระบบ “ใช้เกินแล้วเหมาจ่ายแพงทั้งบิล” แต่เป็นการคิดตามช่วงการใช้ไฟ คล้ายระบบภาษีขั้นบันได
นายเอกนัฏ ระบุว่า สูตรค่าไฟฟ้าใหม่จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในภาพรวมของระบบลดลงประมาณ 30-40% พร้อมยืนยันว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งนี้จะครอบคลุมเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทครัวเรือนเท่านั้น ไม่รวมถึงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคเกษตร หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในอัตราแบบมิเตอร์ทีโอยู
กระทรวงพลังงานประเมินว่า มีครัวเรือนที่อยู่ในข่ายได้รับประโยชน์ราว 23.2 ล้านครัวเรือน และทุกครัวเรือนจะได้รับสิทธิในอัตราค่าไฟสำหรับ 200 หน่วยแรกตามโครงสร้างใหม่ แบ่งเป็น
จากโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่ข้างต้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 15.4 ล้านครัวเรือน กลุ่มนี้จะได้จ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และอาจเห็นค่าไฟลดลงประมาณ 20%
กลุ่มนี้ถือเป็นเป้าหมายหลักของมาตรการ เพราะเป็นผู้ใช้ไฟรายย่อยจำนวนมาก และมักเป็นครัวเรือนที่มีภาระค่าครองชีพสูงเมื่อเทียบกับรายได้ การลดค่าไฟใน 200 หน่วยแรกจึงเป็นมาตรการช่วยลดต้นทุนชีวิตโดยตรง
ครัวเรือนที่ใช้ไฟระดับ 201-400 หน่วยต่อเดือน มีประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน กลุ่มนี้จะไม่ได้จ่ายถูกทั้งบิลเท่ากับกลุ่มที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย แต่ยังได้ประโยชน์จาก 200 หน่วยแรกที่ลดลงเหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ส่วนหน่วยที่เกินจาก 200 หน่วยขึ้นไปจนถึง 400 หน่วย จะคิดที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ดังนั้นค่าไฟรวมของกลุ่มนี้มีแนวโน้ม “ถูกลงบางส่วน” เมื่อเทียบกับระบบเดิม โดยเฉพาะจากอานิสงส์ของ 200 หน่วยแรก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยจะได้รับประโยชน์จากโครงสร้างใหม่เช่นกัน โดยอาจได้อานิสงส์ค่าไฟลดลงราว 10% จากช่วง 200 หน่วยแรก
คำตอบคือ ไม่ใช่ นี่เป็นประเด็นที่ประชาชนจำนวนมากสับสน เพราะเข้าใจว่าหากใช้ไฟเกิน 400 หน่วย จะถูกคิดค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วยทั้งบิลทันที แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า ระบบใหม่จะคิดแบบขั้นบันได ไม่ใช่เหมารวมทั้งบิล
ตัวอย่างเชิงหลักการคือ หากบ้านหนึ่งใช้ไฟเกิน 400 หน่วย 200 หน่วยแรกยังคิดไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วน 201-400 หน่วยคิด 3.95 บาทต่อหน่วย และเฉพาะหน่วยที่เกิน 400 หน่วยขึ้นไปจึงเข้าสู่เรตใหม่ที่สูงขึ้น
ดังนั้นผู้ใช้ไฟ 400-500 หน่วยบางส่วนอาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะยังได้ประโยชน์จาก 200 หน่วยแรก ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟสูงมาก โดยเฉพาะเกิน 500 หน่วยขึ้นไป มีแนวโน้มต้องจ่ายแพงขึ้นมากกว่าเดิม
กลุ่มที่มีความเสี่ยงจ่ายแพงขึ้น คือ ครัวเรือนที่ใช้ไฟตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟเกิน 500 หน่วยต่อเดือน ซึ่งคาดว่าอยู่ในสัดส่วนประมาณ 10-15% ของผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือน
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟสูงมีประมาณ 3.2 ล้านครัวเรือน โดยอัตราสำหรับส่วนที่ใช้ไฟตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไปจะถูกปรับจากเดิมเฉลี่ยราว 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นมากกว่า 5 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาทต่อหน่วยในช่วงการใช้ไฟที่สูงขึ้น
กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องการส่งสัญญาณให้ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟ หรือพิจารณาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าไฟระยะยาว
กระทรวงพลังงานเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 เมษายน 2569 และนำเสนอต่อที่ประชุม กพช. ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น หรือประชาพิจารณ์
หากเป็นไปตามแผน โครงสร้างค่าไฟใหม่จะเริ่มมีผลในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 และประชาชนจะเริ่มจ่ายค่าไฟตามอัตราใหม่ช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569
กระทรวงพลังงานให้เหตุผลว่า ค่าไฟไทยที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งราคาผันผวนตามตลาดโลก เมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาก๊าซปรับสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนผลิตไฟฟ้า เพราะไทยยังพึ่งพาก๊าซในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูง
โครงสร้างใหม่จึงมีเป้าหมาย 2 ด้านพร้อมกัน คือ
นอกจากการปรับโครงสร้างค่าไฟ กระทรวงพลังงานยังเตรียมเสนอวาระด้านพลังงานเพิ่มเติม เช่น การส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยลดขั้นตอนอนุญาตจากเดิมที่ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ให้เหลือช่องทางเดียว และใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน
รัฐบาลยังเตรียมหาแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อผ่อนจ่ายสำหรับประชาชน โดยตั้งเป้าให้ค่างวดติดตั้งโซลาร์ถูกกว่าค่าไฟที่ต้องจ่ายตามปกติ พร้อมแนวทางรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาที่จูงใจมากกว่าการรับซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม
นอกจากนี้ยังมีแผนส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ รวมถึงมาตรการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพในหน่วยงานราชการและไฟสาธารณะ เพื่อลดภาระการใช้พลังงานทั้งระบบ
อ้างอิง: ฐานเศรษฐกิจ, The Reporter