
นอกจากค่าน้ำมันแล้ว ค่าไฟฟ้าของไทยยังเป็นอีกหนึ่งค่าครองชีพที่มีแนวโน้มปรับขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานโลก โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ก่อนเข้าสู่งวดใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 โครงสร้างค่าไฟของไทยทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอยู่ในระดับ “กลางค่อนไปทางสูง” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในทิศทางเดียวกัน
สำหรับภาคครัวเรือน ค่าไฟฟ้าไทยอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย (อ้างอิงการใช้ไฟเฉลี่ย 600 หน่วยต่อเดือน ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) ติดกลุ่มบนของอาเซียน โดยแม้จะยังต่ำกว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอย่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ แต่ก็สูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ขณะที่ภาคธุรกิจ ค่าไฟฟ้าไทยอยู่ที่ 3.79 บาทต่อหน่วย ซึ่งแม้จะอยู่ในระดับกลางของภูมิภาค แต่ยังสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม และสูงกว่าประเทศอย่างอินโดนีเซียและลาว ช่องว่างดังกล่าวกำลังมีนัยต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต
ขณะเดียวกัน กกพ. ยังอยู่ในระหว่างการประเมินค่าไฟงวดใหม่ภายใต้ 3 สูตร ซึ่งอาจดันค่าไฟขึ้นไปแตะระดับ 4.59 บาทต่อหน่วยในเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมนี้ หากไม่มีมาตรการพยุงจากภาครัฐ สะท้อนความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะกลายเป็นแรงกดดันทั้งต่อค่าครองชีพและภาคอุตสาหกรรมในระยะถัดไป
ข้อมูลจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ระบุว่า ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 หากอ้างอิงจากระดับการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 600 หน่วยต่อเดือน ซึ่งสะท้อนต้นทุนการใช้พลังงานในชีวิตจริงของครัวเรือนขนาดกลาง ค่าไฟฟ้าของไทยจะอยู่ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางบนเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่ากลุ่มประเทศที่มีค่าไฟสูงส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีต้นทุนพลังงานนำเข้าสูงหรือมีโครงสร้างตลาดไฟฟ้าเสรี เช่น ฟิลิปปินส์ (7.05 บาทต่อหน่วย) และสิงคโปร์ (6.65 บาทต่อหน่วย) ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ขณะที่กัมพูชาอยู่ที่ 5.27 บาทต่อหน่วย สะท้อนข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ในทางกลับกัน ประเทศที่มีค่าไฟต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เมียนมาและเวียดนามที่ 3.53 บาทต่อหน่วย มาเลเซียที่ 2.92 บาท และอินโดนีเซียที่ 2.83 บาท มักมีปัจจัยสนับสนุนจากทรัพยากรพลังงานในประเทศหรือการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ ขณะที่ลาว (1.96 บาทต่อหน่วย) และบรูไน (0.25 บาทต่อหน่วย) ซึ่งมีทรัพยากรพลังงานอุดมสมบูรณ์ มีต้นทุนค่าไฟต่ำที่สุดในกลุ่ม
นอกจากนี้ ระดับการใช้ไฟฟ้ายังส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน โดยมีการแบ่งช่วงการใช้ไฟฟ้าเป็น 100, 300, 600 และ 1,500 หน่วยต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ภาระค่าไฟจะเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอัตราก้าวหน้าของหลายประเทศ ส่งผลให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟในระดับสูงต้องแบกรับต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก กกพ. ระบุว่า หากอ้างอิงระดับการใช้ไฟฟ้าเป็น 100, 300, 600 และ 1,500 หน่วยต่อเดือน ครัวเรือนไทยจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 3.59 บาท/หน่วย, 3.91 บาท/หน่วย, 4.18 บาท/หน่วย และ 4.38 บาท/หน่วย ตามลำดับ
โดยรวมแล้ว แม้ค่าไฟของไทยจะไม่สูงที่สุดในภูมิภาค แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีนัยต่อค่าครองชีพของประชาชน และสะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย ทั้งในด้านต้นทุนเชื้อเพลิง การพึ่งพาการนำเข้า และนโยบายกำกับดูแลราคาไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับค่าไฟฟ้าสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 หากอ้างอิงจากระดับการใช้ไฟฟ้าในธุรกิจขนาดกลางในไทย ค่าไฟฟ้าไทยจะอยู่ที่ 3.79 บาทต่อหน่วย
เมื่อจัดลำดับค่าไฟฟ้าจากสูงไปต่ำ พบว่าสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงสุดที่ 6.15 บาทต่อหน่วย ทิ้งห่างประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตามด้วยฟิลิปปินส์ที่ 5.82 บาท และเมียนมาที่ 5.58 บาท ซึ่งทั้งสามประเทศอยู่ในกลุ่มที่มีค่าไฟเกิน 5 บาทต่อหน่วย ขณะที่กัมพูชาอยู่ที่ 4.60 บาท และมาเลเซียที่ 4.04 บาท โดยมาเลเซียมีระดับค่าไฟใกล้เคียงกับไทยมากที่สุด สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่ไม่แตกต่างกันมากนักในบางมิติ
สำหรับประเทศไทย ตัวเลข 3.79 บาทต่อหน่วย แสดงให้เห็นตำแหน่งของไทยในฐานะ “ค่ากลางของภูมิภาค” โดยอยู่ต่ำกว่ากัมพูชาเล็กน้อย และแทบเทียบเท่ามาเลเซีย แต่ยังสูงกว่าเวียดนามที่อยู่ที่ 3.69 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญด้านการผลิตในภูมิภาค
ในกลุ่มประเทศที่มีค่าไฟฟ้าต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ลาวที่ 2.66 บาท อินโดนีเซียที่ 2.28 บาท และบรูไนที่ต่ำสุดเพียง 1.70 บาทต่อหน่วย ซึ่งช่องว่างระหว่างไทยกับบรูไนสูงถึงกว่า 2 เท่า สะท้อนความแตกต่างด้านทรัพยากรพลังงานและนโยบายภาครัฐอย่างชัดเจน
ในวันที่ 23 มีนาคม นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค. มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากงวดปัจจุบัน เนื่องจากผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผันผวน
โดยราคาตลาดจร (สปอต) ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ส่งผลให้ กกพ. คำนวณค่าไฟฟ้าเบื้องต้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย สูงกว่างวด ม.ค.-เม.ย. ที่อยู่ที่ 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย
ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหากภาครัฐมีนโยบายตรึงค่าไฟงวดใหม่ จำเป็นต้องส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และประชาชน รับรู้ข้อเท็จจริงด้านต้นทุนอย่างชัดเจน
กกพ. ยังประเมินผ่านสูตรค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
นายวรวิทย์ ระบุเพิ่มเติมว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อไปถึงช่วงปลายปี โดยเฉพาะงวด ก.ย.-ธ.ค. และเข้าสู่ฤดูหนาวของสหภาพยุโรป ซึ่งมีการเร่งซื้อ LNG เพื่อสะสมสต๊อก อาจทำให้ราคาตลาดโลกผันผวนและปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง หากไทยไม่มีเครื่องมือพยุงค่าไฟ และ กฟผ. ยังต้องแบกรับภาระหนี้คงค้างรวมถึงดอกเบี้ย ค่าไฟมีโอกาสปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่ทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยประเมินต้นทุนค่าไฟไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ทั้งนี้ ทั้ง 3 กรณียังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากราคา LNG ในตลาดโลกมีความผันผวน โดย กกพ. จะพิจารณาตัวเลขราคาอีกครั้งเพื่อนำมาคำนวณตามสูตรค่าไฟ ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสำนักงาน กกพ. ในวันที่ 25 มี.ค. จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับค่า Ft สำหรับงวด พ.ค.-ส.ค.
ขณะเดียวกัน ภาคนโยบายได้ส่งสัญญาณว่าจะตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กลไกต่าง ๆ เข้ามาช่วยพยุงราคา อย่างไรก็ตาม เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพในระยะสั้น