
ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เปิดง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสนามที่มีการเข้า-ออกของผู้เล่นตลอดเวลา มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยก็ต้องปิดกิจการลง ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ผันผวน กำลังซื้อที่ไม่แน่นอน หรือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น สะท้อนว่าแม้ดีมานด์จะยังมี แต่การอยู่รอดในธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ข้อมูลจากรายงาน “แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม” ของวิจัยกรุงศรี (Krungsri Research) สะท้อนว่าธุรกิจนี้กำลังเผชิญภาวะยังโตได้แต่เผชิญแรงกดดัน แม้อุปสงค์ยังขยายตัว แต่อัตราการเติบโตชะลอลง ขณะที่ฝั่งต้นทุนและการแข่งขันสูงขึ้นจนบีบให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายในการกำไร และทำให้การอยู่รอดในตลาดนี้ยากขึ้น
ในปี 2567 ประเทศไทยมีธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในฐานข้อมูลจดทะเบียนมีทั้งสิ้น 388,219 ร้าน โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด (จำนวน 55,601 ร้าน คิดเป็นสัดส่วน 14.3% ของทั้งหมด)
สำหรับสถานการณ์ที่ผ่านมาล่าสุด รายงานของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2568 อุปสงค์ในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ด้านการบริโภคภาคเอกชนในหมวดภัตตาคารและโรงแรม (Restaurant and Hotels) ณ ราคาคงที่ ซึ่งเติบโตดีถึง 6.0% เทียบกับ GDP รวมที่เติบโตเพียง 2.4% จากปี 2567 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนาการ แม้อัตราการขยายตัวอาจไม่สูงนัก
ส่วนด้านอุปทานปี 2568 จำนวนธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารที่จดทะเบียนนิติบุคคลและดำเนินกิจการโดยรวมเพิ่มขึ้น 6.0% อยู่ที่ 29,579 ร้าน สอดคล้องกับทิศทางการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่อัตราการเพิ่มขึ้นมีทิศทางชะลอลงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เป็นผลจากจำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ที่ปรับลดลง -10.2% อยู่ที่ 3,616 ร้าน นับเป็นการหดตัวของจำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ครั้งแรก หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวภายหลังจากการระบาดของโควิด-19 สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ภายใต้แรงกดดันของภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้านรายได้ วิจัยกรุงศรีประเมินว่า รายได้โดยรวมของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มขยายตัว 2.0-3.0% ในปี 2568 ชะลอลงจากที่ขยายตัว 14.2% ในปี 2567 เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัว -7.2% ในปี 2568 ตามแรงฉุดของตลาดนักท่องเที่ยวจีน (-33.6%) เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และมาเลเซีย (-8.7%) จากเหตุอุทกภัยภาคใต้ แต่ตลาดท่องเที่ยวโดยรวมยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ช่วยหนุนการใช้จ่ายบริโภคของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการเดินทางในประเทศของนักท่องเที่ยวไทย
ทั้งนี้ รายได้หลักของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังมาจากนิติบุคคลไทย โดยในปี 2568 สัดส่วนการลงทุนของนิติบุคคลไทยเพิ่มขึ้นเป็น 92.4% จาก 91.4% ในปีก่อนหน้า แม้สัดส่วนการลงทุนโดยรวมนิติบุคคลต่างชาติจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่พบว่าการลงทุนของนิติบุคคลจีนในหมวดภัตตาคาร/ร้านอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการลงทุนขยายตัวจาก 947.8 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,143.4 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโต 31.3% CAGR ในช่วงปี 2565-2568 ส่งผลให้นิติบุคคลจีนก้าวขึ้นเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าสูงสุดในหมวดภัตตาคาร/ร้านอาหาร
ปัจจัยท้าทายสำคัญที่ส่งผลกดดันผลประกอบการของธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารในปี 2568 ได้แก่
เมื่อมองไปข้างหน้า ปี 2569-2571 วิจัยกรุงศรีคาดว่า อุปสงค์ในธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหารยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยรายได้รวมของธุรกิจน่าจะขยายตัวได้เฉลี่ย 2.9-3.9% ต่อปี หรืออยู่ที่ระดับ 350,000-390,000 ล้านบาท
ในปี 2569 คาดว่ารายได้จะยังคงเติบโตในอัตราต่ำ ท่ามกลางปัจจัยท้าทายหลายอย่าง ได้แก่
อย่างไรก็ตาม รายได้ของธุรกิจนี้มีแนวโน้มเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ในปี 2570-2571 โดยมีปัจจัยหนุนจาก
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งมีความผันผวนทั้งด้านปริมาณและราคา จากผลของสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดและภาวะภัยแล้ง โดยเฉพาะแนวโน้มปรากฏการณ์เอลนิโญที่จะชัดเจนมากขึ้นในปี 2571 นอกจากนั้น ต้นทุนการดำเนินงานที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทั้งต้นทุนด้านพลังงานค่าเช่า ค่าไฟฟ้า และค่าแรงงาน ยังเป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายและมีความอ่อนไหวต่อราคา ทำให้ร้านค้าไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่
วิจัยกรุงศรีระบุว่า การดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืนซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน จะทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มแข่งขันปรับตัวด้านกระบวนการดำเนินงานและปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการไปสู่การใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการหมุนเวียนของทรัพยากรหรือวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจแบบ ESG (Environmental, Social, and Governance) มากขึ้น
ยกตัวอย่างในด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการได้เริ่มปรับตัว เช่น ใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์มากขึ้น ลดการใช้น้ำ บำบัดน้ำเสียก่อนการปล่อยทิ้งสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ขนส่งอาหารโดยใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทนรถจักรยานยนต์สันดาป ออกแบบรูปแบบร้านโดยมุ่งเน้นกับการอยู่ร่วมกันกับสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน วิจัยกรุงศรีมองในอีกทางหนึ่งว่า การปรับตัวของธุรกิจดังกล่าว อาจเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนทางธุรกิจ ทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์อาหารและบริการ ซึ่งอาจมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ เนื่องจากการส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคอาจทำได้จำกัดในภาวะที่กำลังซื้อยังรอการฟื้นตัว