Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
น้ำมันทะยานแตะ$100 เรือถูกโจมตี โอมานอพยพ IEA/สหรัฐฯปล่อยน้ำมันไม่ช่วย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

น้ำมันทะยานแตะ$100 เรือถูกโจมตี โอมานอพยพ IEA/สหรัฐฯปล่อยน้ำมันไม่ช่วย

12 มี.ค. 69
13:11 น.
แชร์

ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันนี้ โดยน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 8.88% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวขึ้นประมาณ 8.8% มาอยู่ใกล้ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสองลำในน่านน้ำอิรัก และคำสั่งอพยพเรือจากท่า Mina Al Fahal ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของโอมาน

เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเริ่มกระทบโครงสร้างการขนส่งพลังงานของภูมิภาค โดยท่า Mina Al Fahal มีปริมาณส่งออกน้ำมันราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การโจมตีเรือใกล้ชายฝั่งอิรักยังทำให้ท่าเรือน้ำมันของประเทศต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานโลก

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันยังเกิดขึ้นแม้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะประกาศระบายคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รวม 400 ล้านบาร์เรล จากประเทศสมาชิก 32 ประเทศ ขณะที่สหรัฐอเมริกาประกาศปล่อยน้ำมันอีก 172 ล้านบาร์เรลจาก Strategic Petroleum Reserve เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากยังไม่เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถชดเชยแรงกระแทกด้านอุปทานได้ในระยะสั้น

ท่าเรือโอมานอพยพเรือ น้ำมันพุ่ง ท่ามกลางความเสี่ยงอุปทานโลก

ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นในวันนี้ หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำอิรักและคำสั่งอพยพเรือจากท่าเรือส่งออกน้ำมันของโอมาน โดยข้อมูลการซื้อขายระบุว่า ในเช้าวันนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.8% อยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก ปรับตัวขึ้นราว 8.88% เข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ท่า Mina Al Fahal ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของโอมาน ได้สั่งให้เรือบรรทุกน้ำมันที่จอดอยู่ในท่าออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย หลังจากเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนที่ท่า Salalah ของโอมานเมื่อวันพุธ โดยโดรนได้พุ่งชนถังเก็บเชื้อเพลิงบางส่วน ขณะที่อีกหลายลำถูกระบบป้องกันสกัดกั้นไว้ได้ ตามรายงานของ Oman News Agency

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ท่าเรือ Salalah ได้ระงับการดำเนินงานของท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือสินค้าทั่วไปชั่วคราว ขณะที่ท่าเรืออื่นของโอมานยังคงดำเนินงานตามปกติ ตามข้อมูลจาก Inchcape Shipping Services

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบสองลำในน่านน้ำนอกชายฝั่งอิรัก ได้แก่ Safesea Vishnu ซึ่งติดธงหมู่เกาะมาร์แชลล์ และ Zefyros ซึ่งติดธงมอลตา ส่งผลให้ท่าเรือน้ำมันของอิรักต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว ตามข้อมูลจากบริษัท General Company for Ports of Iraq ที่เผยแพร่ผ่าน Iraqi News Agency

นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนการตอบโต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากอิหร่าน และเพิ่มความกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน การอพยพเรือจากท่า Mina Al Fahal ซึ่งตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ ยังชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งเริ่มขยายวงไปคุกคามท่าเรือสำคัญที่ยังใช้เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันจากภูมิภาค

วอร์เรน แพตเตอร์สัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ ING Groep NV ในสิงคโปร์ ระบุว่า หากการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันจากโอมานยืดเยื้อ ความวิตกเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในภูมิภาคจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และตลาดพลังงานอาจต้องเริ่มกังวลมากกว่าความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การค้าพลังงาน Kpler ระบุว่า ท่า Mina Al Fahal เป็นจุดส่งออกน้ำมันหลักของโอมาน โดยมีปริมาณส่งออกประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่น้ำมันเกรดดังกล่าวมีราคาประมาณ 121 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ สิ้นวันพุธ สูงกว่าราคาน้ำมันมาตรฐานโลกอย่าง Brent ซึ่งซื้อขายอยู่ใกล้ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ก่อนหน้านี้ การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันโลก ได้บีบให้ผู้ผลิตรายสำคัญอย่างอิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบียต้องปรับลดกำลังการผลิต

แม้การขนถ่ายน้ำมันจากท่า Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไป แต่เจ้าของเรือบางส่วนเริ่มหลีกเลี่ยงการเข้าเทียบท่าดังกล่าวเพราะความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มการส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังท่า Yanbu บนชายฝั่งทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางขนส่งในอ่าวเปอร์เซีย

ราคาน้ำมันยังพุ่งแม้มีการระบายคลังสำรองครั้งใหญ่จาก IEA

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ประเทศสมาชิกของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะประกาศระบายคลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รวม 400 ล้านบาร์เรล ขนาดของมาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้กลับยิ่งตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนบางส่วน เนื่องจากสงครามเพิ่งดำเนินมาไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในระดับมหาศาลแล้ว

มาตรการระบายคลังสำรองครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดของ IEA นับตั้งแต่หน่วยงานดังกล่าวถูกก่อตั้งขึ้นภายหลังวิกฤตน้ำมันในปี 2516 โดยประเทศสมาชิกทั้ง 32 ประเทศจะร่วมกันปล่อยน้ำมันรวม 400 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉินเข้าสู่ตลาด

ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยังประกาศว่าจะปล่อยน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจาก Strategic Petroleum Reserve โดยคริส ไรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ ระบุว่า การขนส่งน้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าวอาจเริ่มต้นได้ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 120 วันจึงจะดำเนินการครบตามแผน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการประกาศมาตรการขนาดใหญ่ในระดับนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะตื่นตระหนก พาเวล โมลชานอฟ นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสจากบริษัท Raymond James กล่าวว่า ราคาน้ำมันในขณะนี้ยังสะท้อนสภาวะ “panic mode” ของตลาด โดยมีทั้งอารมณ์ ความกลัว และความไม่แน่นอนจำนวนมากสะท้อนอยู่ในระดับราคา

ความไม่แน่นอนด้านอุปทานและโลจิสติกส์ยังคงกดดันตลาด

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจำนวนมากประเมินว่า แม้มาตรการปล่อยน้ำมันสำรองของ IEA จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจชดเชยช่องว่างอุปทานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก

เซาล์ คาวอนิก นักวิเคราะห์พลังงานจากบริษัท MST Marquee ระบุว่า การปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดที่กำลังขาดแคลนอย่างมาก แต่ปริมาณดังกล่าวอาจสามารถปิดช่องว่างได้เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของอุปทานที่หายไป ซึ่งเขาประเมินว่ามีขนาดราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวถูกขัดขวาง

คาวอนิกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การตัดสินใจของ IEA ในการระบายคลังสำรองครั้งใหญ่ยังเป็นสัญญาณสะท้อนถึงระดับความรุนแรงของความเสี่ยงด้านอุปทานในตลาดน้ำมัน และอาจบ่งชี้ว่าองค์กรไม่ได้คาดว่าสงครามจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้

นอกจากนี้ เขายังเตือนว่า การนำคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในช่วงวิกฤตหมายความว่าน้ำมันสำรองดังกล่าวจะต้องถูกเติมกลับในอนาคต ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะยาว และอาจทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงแม้หลังจากสงครามสิ้นสุดลงแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาและกระบวนการด้านโลจิสติกส์ของการปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาด แม้การประกาศของ IEA จะถือเป็นการแทรกแซงตลาดพลังงานครั้งสำคัญ แต่หน่วยงานยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าแต่ละประเทศสมาชิกจะปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองเร็วเพียงใด หรือจะกระจายปริมาณดังกล่าวไปยังตลาดอย่างไร

โมลชานอฟระบุว่า หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดของตลาดในขณะนี้คือ ระยะเวลาที่น้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลจะถูกส่งเข้าสู่ตลาดจริง โดยแม้ตัวเลขดังกล่าวจะถือว่าเป็นปริมาณที่มหาศาล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเทคนิคและโลจิสติกส์ รวมถึงความซับซ้อนของระบบคลังสำรองซึ่งถูกเก็บแยกไว้โดยแต่ละประเทศสมาชิก IEA กระบวนการปล่อยน้ำมันอาจต้องใช้เวลาพอสมควร

เขาประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาประมาณ 60-90 วันกว่าน้ำมันจากคลังสำรองจะเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนานกว่าที่นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดได้ในทันที

โมลชานอฟกล่าวว่า แม้ปริมาณน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรลจะถือเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก แต่เมื่อเทียบกับขนาดของวิกฤตอุปทานในครั้งนี้ ซึ่งเขามองว่าเป็นการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ตลาดจึงยังคงต้องการน้ำมันจำนวนมาก และต้องการอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความตึงตัวของตลาดพลังงานโลกในระยะสั้น

อ้างอิง: Bloomberg, CNBC





แชร์
น้ำมันทะยานแตะ$100 เรือถูกโจมตี โอมานอพยพ IEA/สหรัฐฯปล่อยน้ำมันไม่ช่วย